โครงการมื้อเช้าเพื่อน้องท้องอิ่ม

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย มุ่งเน้นการทำงานเพื่อเด็กยากไร้ด้อยโอกาสซึ่งเป็นภารกิจหลักของการทำงาน เพราะนอกจากจะส่งเสริมให้เด็กได้รับการศึกษาอย่างเหมาะสมและเท่าเทียมกันแล้ว สุขภาพของเด็กเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ ให้ความสำคัญมาโดยตลอด เพราะการมีสุขอนามัยที่ถูกสุขลักษณะเป็นสิ่งจำเป็นให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างราบรื่น

ปัจจุบันยังมีเด็กอีกกว่าหนึ่งแสนคนที่ยังไม่มีโอกาสที่จะรับประทานอาหารเช้าที่มีประโยชน์ เหมาะสมกับวัยและความต้องการทางร่างกายที่เด็กสมควรจะได้รับ โดยเฉพาะเด็กวัยกำลังเจริญเติบโต ที่มีอายุระหว่างแรกเกิดถึง 5 ปี

...หนูหิวข้าวจังค่ะ

เด็กในครอบครัวยากไร้จำนวนมาก แทบไม่เคยสัมผัสกับ ‘อาหารมื้อเช้า’ ที่มีคุณค่า พวกเขากำลังเผชิญกับภาวะขาดสารอาหาร และต้องมาโรงเรียนพร้อมความหิวโหย เพราะความยากไร้ขัดสนของครอบครัวทำให้พ่อแม่ไม่สามารถจัดสรรมื้อเช้าที่มีคุณค่าให้กับลูกๆ ได้ บางครั้งมื้อเช้าของเด็กๆ จึงมีเพียงข้าวเปล่ากับเกลือหรือพริกเท่านั้น เด็กหลายคนต้องไปโรงเรียนด้วยท้องที่ว่างเปล่า บางคนไม่ได้ทานทั้งข้าวเช้าและข้าวเย็น ต้องทนหิวมารอทานข้าวกลางวันที่โรงเรียน ทำให้เด็กจำนวนมากมีภาวะโภชนาการต่ำกว่าเกณฑ์ ภูมิคุ้มกันโรคต่ำ ตัวเล็กแคระแกร็นกว่าเด็กในวัยเดียวกัน เมื่อเด็กรู้สึกหิวสมองก็จะคิดอะไรไม่ออก สามารถนำไปสู่ภาวะขาดสารอาหาร ทำให้เรียนตามเพื่อนไม่ทัน ล้าหลัง เพราะว่าขาดสมาธิในการเรียน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเรียน

เด็กๆ ไม่อาจทนรอความหิวโหยได้

เพื่อให้เด็กๆ เริ่มต้นวันใหม่อย่างอิ่มท้อง พร้อมสำหรับการเรียนรู้ในแต่ละวัน มูลนิธิศุภนิมิตฯ จึงจัด ‘โครงการมื้อเช้าเพื่อน้อง...ท้องอิ่ม’ เพื่อช่วยสนับสนุนให้เด็กได้รับอาหารเช้าที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมกับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 2-6 ขวบ ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในพื้นที่ ดำเนินงานของมูลนิธิศุภนิมิตฯ และเพื่อให้เด็กตระหนักถึงการมีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์ ส่งเสริมให้เด็กได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ และจำเป็นต่อร่างกาย นอกจากนี้ยังเพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระผู้ปกครองที่ไม่มีเวลาดูแลเด็กได้อย่างเต็มที่ ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านอาหารของครอบครัวเด็กที่ยากจน เสริมสร้างความตระหนักให้แก่ครู ผู้ดูแล ผู้ปกครอง และเจ้าหน้าที่ตามศูนย์เด็กเล็กต่างๆ โดยจัดอบรมให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักโภชนาการและสามารถจัดสรรอาหารที่มีคุณค่าและเหมาะสมกับเด็กๆ


หมายเหตุ *วัตถุดิบเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งในรายการอาหารเช้าของเด็ก มูลนิธิฯ จัดสรรมื้อเช้าให้เด็กตามความเหมาะสม โดยคำนึงถึงความหลากหลายของอาหาร คุณค่าทางโภชนาการที่เด็กควรได้รับในแต่ละวันเป็นหลัก และสภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่

ด้วยความมุ่งมั่นของมูลนิธิฯ และการสนับสนุนจากคุณ เราจะร่วมมือกันสร้างการเริ่มต้นวันใหม่ที่สดใสให้เด็กๆ เพื่อพร้อมในการเรียนรู้สิ่งใหม่ในแต่ละวัน ด้วยมื้อเช้าที่อุดมด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ทั้งร่างกาย และสติปัญญา...คุณสามารถช่วยได้ด้วยการบริจาคเงินเพียง 20 บาทต่อมื้อ เพื่อจัดสรรมื้อเช้าที่มีคุณค่าให้เด็กๆ หรือ
• 460 บาท มอบ ‘มื้อเช้าที่มีคุณค่า’ ให้เด็ก 1 คนเป็นเวลา 1 เดือน
• 2,760 บาท มอบ ‘มื้อเช้าที่มีคุณค่า’ ให้เด็ก 1 คนเป็นเวลา 6 เดือน
• 5,520 บาท มอบ ‘มื้อเช้าที่มีคุณค่า’ ให้เด็ก 1 คน เป็นเวลา 12 เดือน

โปรดมอบ ‘มื้อสำคัญที่สุดของวัน’ ให้เด็ก วันนี้



เงินบริจาคของคุณมีค่ามหาศาล

มูลนิธิฯ จะนำเงินบริจาคที่ได้ไปใช้ในการจัดเตรียมมื้อเช้าและนมให้กับเด็กนักเรียนวัย 2-6 ขวบ ในศูนย์เด็กเล็กตลอดปีการศึกษา (โครงการนำร่อง ณ จ.อุบลราชธานี จ.ศรีสะเกษ และ จ.เลย จำนวน 1,381 คน) จัดอบรมผู้ปกครอง คุณครู และผู้ดูแลเด็กให้มีความรู้เรื่องโภชนาการโดยเจ้าหน้าที่โครงการ นักโภชนาการ และหัวหน้าสถานีอนามัย รวมถึงการประชาสัมพันธ์และสร้างความตระหนักเรื่องโภชนาการเด็ก



โครงการ ‘มื้อเช้าเพื่อน้อง...ท้องอิ่ม’ เริ่มที่ไหนไปแล้วบ้าง

โครงการ ‘มื้อเช้าเพื่อน้อง...ท้องอิ่ม’ เริ่มจัดตั้งขึ้นในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจำนวน 6 แห่ง ในตำบลคำเขื่อนแก้ว และตำบลนิคมลำโดมน้อย ของอำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2554 โดยมีจำนวนเด็กที่อยู่ในโครงการทั้งหมด 326 คน

เด็กอายุระหว่าง 25-72 เดือน (2-6 ปี) ที่อยู่ในภาวะทุพโภชนาการ โดยมีเด็กที่น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ถึงร้อยละ 11.09 และมีน้ำหนักค่อนข้างต่ำร้อยละ 12 ของจำนวนเด็กทั้งหมดในพื้นที่ ซึ่งเด็กส่วนใหญ่จะมีปัญหาด้านการขาดสารอาหารจำพวกโปรตีน เพราะเด็กส่วนใหญ่มีครอบครัวที่ยากจน เด็กต้องกินข้าวเหนียวโรยเกลือ กินข้าวกับน้ำปลา หรือไม่ได้กินข้าวเช้าจากบ้าน เพราะผู้ปกครองจำเป็นต้องรีบออกไปทำงานแต่เช้า ทำให้ไม่มีเวลาจัดเตรียมอาหารเช้า

จากการเริ่มโครงการนำร่องไปเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2554 จนถึงปัจจุบัน (รายงานการจัดการครึ่งปีหลัง ปีงบประมาณ พ.ศ.2555) พบว่าเด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับก่อนดำเนินโครงการทั้งทางร่างกาย คือเด็กมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ด้านจิตใจและอารมณ์มีความพร้อม และตอบสนองในการทำกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น ร่าเริงแจ่มใส ด้านสังคม เด็กได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกัน โดยเฉพาะการกินอาหารร่วมกัน การแบ่งปัน ที่สำคัญคือ เด็กสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน คือกินอาหารเช้ามากขึ้น ผู้ปกครองก็ให้ความใส่ใจเรื่องอาหารเช้ามากขึ้นเช่นกัน

ปัจจุบันมูลนิธิศุภนิมิตฯ โครงการ ‘มื้อเช้าเพื่อน้อง...ท้องอิ่ม’ ได้เปิดดำเนินการแล้วใน 8 อำเภอ 7 จังหวัด คือ อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี, อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ, อำเภอผาขาว จังหวัดเลย, อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์, อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก, อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอแม่เสรียง กับอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน

จากใจของคุณครู

“เด็กที่นี่ส่วนใหญ่พ่อแม่ยากจนค่ะ บางคนมาฝากลูกที่ศูนย์ฯ ตั้งแต่เช้ามืดเพราะต้องไปทำงาน เด็กก็ไม่ได้กินข้าวเช้ามาจากบ้าน บางคนที่ข้าวคลุกน้ำปลาหรือเกลือก็เอามาแบ่งเพื่อนกิน ครูเห็นก็สงสาร พอสายๆ หน่อยเด็กก็จะมาบอกว่าหิวข้าว ก็ได้แต่ให้กินน้ำประทังความหิวจนถึงเวลาอาหารกลางวัน เพราะไม่มีเงินจะหาอะไรให้เด็กกินเหมือนกัน เด็กที่ไม่ได้กินข้าวเช้าก็ไม่มีสมาธิ ป่วยบ่อย น้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ ไม่สมวัย... มูลนิธิศุภนิมิตฯ เข้ามาดูแลโภชนาการให้เด็กในศูนย์ฯ เขาบอกว่าผู้บริจาคมอบเงินมาจัดสรรอาหารเช้าให้เด็ก ครูดีใจมากเพราะเด็กไม่ได้แค่อิ่มท้อง แต่เขาได้รับสารอาหารครบถ้วน รู้สึกดีใจมากที่ได้เห็นรอยยิ้มของเด็กๆ อีกครั้ง ขอบคุณท่านผู้บริจาคมากเลยค่ะ”

นางสมศรี โนนศิริ
ครูผู้ดูแลเด็กศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดศรีแก้ว
โครงการพัฒนาชุมชนเป็นพื้นที่แบบพึ่งตนเองและยั่งยืนสิรินธร จ.อุบลราชธานี

เด็กๆ กับโภชนาการ

• กว่าร้อยละ 35-50 ของอัตราการเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี มีสาเหตุสำคัญมาจากภาวะการขาดสารอาหาร และเป็นเหตุให้เด็กแรกเกิดมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ เจ็บป่วย ร่างกายแคระแกร็น จากการได้รับสารอาหารไม่เพียงพอทั้งในแม่และเด็ก
• เด็กที่ขาดวิตามินเอจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 20 ถึง 24 ด้วยการเสียชีวิตจากโรคหัด โรคท้องร่วง และโรคมาลาเรีย (วารสาร The Lancet)
• เด็กวัยแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ที่เป็นโรคขาดสารอาหารไม่สามารถรักษาได้ ซึ่งจะส่งผลต่อพัฒนาการด้านความคิดและทางกายภาพตลอดชีวิต
• ในแต่ละปี เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี จำนวน 20 ล้านคน ต้องทุกข์ทรมานจากการเจ็บป่วยหรืออยู่ในภาวะขาดสารอาหาร และมีเด็กกว่า 1 ล้านคนต้องเสียชีวิต (องค์กรอนามัยโลก - WHO)
• เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี จำนวน 178 ล้าน ต้องเผชิญกับภาวะการหยุดยั้งเจริญเติบโตซึ่งเป็นตัวชี้วัดถึงปัญหาทางด้านโภชนาการ และตัวสำคัญของความคลาดแคลนทางเศรษฐกิจ (วารสาร The Lancet)
• การขาดธาตุเหล็กบกพร่องในการพัฒนาจิตของมากกว่าร้อยละ 40 ของทารกที่โลกกำลังพัฒนาและช่วยลดโอกาสในการเข้าร่วมการประชุมหรือการตกแต่งโรงเรียนประถมศึกษา (WHO)