ยืนหยัดบนลำแข้งที่ชะอวด
โดย ดวงพร โชคทิพย์พัฒนา

โครงการพัฒนาอาชีพ ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดโครงการหนึ่งของมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยตั้งอยู่ที่ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช หลังจากดำเนินการเพื่อนำชุมชนไปสู่การพึ่งพาตัวเองอย่างยั่งยืนมาเป็นเวลา 12 ปี ขณะนี้โครงการก้าวเข้าสู่ช่วงปิดการดำเนินงาน หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงมาโดยตลอด

เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ชาวชะอวดมีทางทำมาหาเลี้ยงชีพเพียงไม่กี่อย่าง เกือบทุกครอบครัวมีฐานะยากจน เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นที่ลุ่ม ไม่อุดมสมบูรณ์ หากฝนไม่แล้งก็มีปัญหาน้ำท่วม ชาวบ้านจึงอพยพไปทำงานที่อื่น จนกระทั่งมูลนิธิฯ เข้ามาตั้งกลุ่มพัฒนาอาชีพ ซึ่งมีกระจูด พืชพื้นเมืองทางภาคใต้เป็นหัวใจสำคัญ นางเผือน กาลรักษ์ กรรมการกลุ่มคนหนึ่งเล่าว่า “ผู้หญิงที่นี่สานเสื่อกระจูดเป็นกันทุกคน แต่เมื่อก่อนนี้เราไม่รู้จะเอาไปขายที่ไหน” ปัจจุบันทางกลุ่มบรรจงนำกระจูดมาผลิตเป็นงานหัตถกรรมหลายประเภท ตั้งแต่กระเป๋าถือ ตะกร้า ไปจนถึงพัด ผลิตภัณฑ์ทุกอย่างได้รับตราสินค้า ‘หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์’ (โอท็อป) จึงส่งขายได้ทั่วประเทศ นางเผือน บอกว่า “ตอนนี้เราสามารถเคลียร์ออร์เดอร์กระเป๋าถือ 290 ใบได้ภายใน 2 อาทิตย์” ส่วนรายได้นั้น ทางกลุ่มจะนำมาเฉลี่ยให้สมาชิกทั้ง 75 คน และชาวบ้านคนอื่นที่มาช่วยสาน

นางเผือนกล่าวว่า “ตั้งแต่มาเป็นสมาชิกกลุ่มกระจูด เราก็มีรายได้เสริมเข้ามาสม่ำเสมอ เมื่อก่อนเคยมีรายได้เดือนละ 1,000 บาท แต่เดี๋ยวนี้ได้กัน 3,000-4,000 บาท” สมาชิกกลุ่มกระจูดยังได้รับปันผลเพิ่มเติมอีกด้วย หากพวกเขาเข้ากลุ่มออมทรัพย์ ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการออมเงินระยะยาวยัง ทั้งนี้กลุ่มสานกระจูดและกลุ่มออมทรัพย์ ต่างก็เป็นสังกัดของสหกรณ์การเกษตรศุภนิมิตชะอวดพัฒนา โดยทางมูลนิธิฯ เล็งเห็นว่า หลังจากที่ยุติการดำเนินงานในพื้นที่แล้ว สหกรณ์ซึ่งมีสมาชิกคือชาวบ้านเกือบทุกคนร่วม 2,400 ครอบครัว มีหน้าที่เป็นกลไกที่จะช่วยหล่อเลี้ยงชุมชนชะอวดต่อไปเงินกู้จากสหกรณ์ช่วยให้สมาชิกส่งเสียลูกให้เรียนสูงๆ และมีทางประกอบอาชีพ ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา สหกรณ์เติบโตขึ้นเป็นลำดับและสร้างธุรกิจใหม่ขึ้นเป็นจำนวนมาก เช่น ลานเทน้ำมันปาล์มขนาดใหญ่ซึ่งดำเนินธุรกิจการค้าน้ำปาล์มด้วย กลุ่มน้ำดื่มเพชรสมบูรณ์ และปุ๋ยหมัก ฯลฯ สหกรณ์เติบโตขึ้นพร้อมกับช่วยนำทางให้ชุมชนสามารถอยู่ได้ด้วยลำแข้งของตนเอง

“สหกรณ์ช่วยหาออร์เดอร์ใหม่ให้กลุ่มกระจูดด้วย” นางเผือนกล่าวยืนยัน “ตอนนี้ทางมูลนิธิฯกำลังจะจากไป เราจึงต้องหาตลาดใหม่ เพราะยิ่งมีออร์เดอร์เข้ามามากก็ยิ่งสามารถกระจายรายได้ให้คนทั้งหมู่บ้านได้เพิ่มขึ้น กลุ่มเรายังเข้มแข็งกว่านี้ได้อีก” คุณแม่อายุ 54 ปีคนนี้ มีลูก 5 คน โดยลูก 3 คนได้รับการอุปการะจากมูลนิธิฯ ซึ่งให้ทั้งทุน อุปกรณ์ เครื่องแบบและรองเท้านักเรียน “ดิฉันมีรายได้พอส่งลูกเรียนปริญญาตรีทุกคน” เธอเล่า “เดี๋ยวนี้ลูกๆ มีหน้าที่การงานมั่นคง คนหนึ่งเปิดร้านอาหารที่ภูเก็ต สองคนขายผ้า อีกคนทำงานบริษัท” เหลือลูกสาวคนสุดท้องเพียงคนเดียวที่ยังเรียนปริญญาตรี และเป็นสมาชิกกลุ่มสานกระจูดอีกด้วย “ถ้าไม่มีมูลนิธิฯ ก็ไม่มีกลุ่มพัฒนาอาชีพที่ชะอวดนี่” เธอเผย “ขอขอบคุณผู้อุปการะที่มอบสิ่งต่างๆ ให้ และขอบคุณมูลนิธิฯที่ช่วยให้พวกเรามีทางสร้างรายได้อย่างยั่งยืน”