|

เด็ก....เปรียบเสมือนอนาคต พวกเขามีสิทธิ์ที่จะฝันว่าเมื่อโตขึ้นอยากเป็นอะไร แต่...ความรุนแรงที่พวกเขาได้รับทำให้ความฝันต้องจบไป วันนี้....มีเด็กกว่า 1 พันล้านคนในโลกที่ต้องได้รับความรุนแรงนั้น มูลนิธิศุภนิมิตฯ ทำงานเพื่อดูแล และปกป้องเด็กด้อยโอกาสมากว่า 44 ปี และจากงานที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้ดำเนินการ ทำให้ปัจจุบันมีเด็กมากกว่า 40 ล้านคน ที่ได้รับการปกป้องคุ้มครอง

การกระทำความรุนแรงต่อเด็กนั้นสามารถเกิดขึ้นในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ความรุนแรงทางร่างกาย ความรุนแรงทางอารมณ์และจิตใจของเด็ก ความรุนแรงทางเพศ การละเลยทอดทิ้ง รวมถึงการบังคับหรือล่อลวงเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ซึ่งทั้งหมดล้วนมีที่มาจากหลายสถานการณ์ในครอบครัว ตั้งแต่เรื่องของความขัดสน ด้อยโอกาส ขาดแคลนความจำเป็นพื้นฐานของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ด้านอาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย ไปจนถึงเรื่องของการขาดความรัก ความอบอุ่นในครอบครัว การปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวล้มเหลว ปัญหายาเสพติด ปัญหาสุขภาพจิตของผู้ดูแลเด็ก ซึ่งทั้งหมดล้วนส่งผลให้เกิดการกระทำรุนแรงต่อเด็กได้ทั้งสิ้น และดูเหมือนว่าภาวการณ์ดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นทุกปีด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจและบริบทของสังคมที่เปลี่ยนไป

การดูแลปกป้องคุ้มครองเด็กไม่ใช่เป็นเรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่หากเป็นเรื่องที่พวกเราทุกคนต้องช่วยกันยุติความรุนแรงนี้ ศุภนิมิตสากลจึงได้เริ่มโครงการ “ยุติความรุนแรงในเด็ก” (End Violence Against Children : EVAC) ขึ้นและมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยได้ขานรับนโยบายในการร่วมจัดทำโครงการนี้ขึ้นมา โครงการถือเป็นโครงการระดับสากล ที่มีระยะเวลาดำเนินการต่อเนื่องกันถึง 5 ปี (ค.ศ. 2017 – 2021) เป้าหมายสูงสุดของโครงการฯ คือการให้เด็กมีชีวิตที่ปราศจากความรุนแรงและความหวาดกลัว ตลอดจนรณรงค์ให้คนไทยเข้าใจและช่วยยุติความรุนแรงทางกายและจิตใจที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กทั้งในบ้านและนอกบ้าน

  • 1. ความรุนแรงต่อเด็กสามารถ เกิดขึ้นได้ในหลากหลายรูปแบบ


    ความรุนแรงต่อเด็กคือการกระทำใดๆ ต่อเด็กที่ก่อให้เกิดอันตราย การบาดเจ็บ การทารุณกรรม การละเลย การกระทำผิด และ/หรือการแสวงประโยชน์จากเด็ก ไม่ว่าจะเป็นที่ยอมรับว่าเป็นไปตาม "ประเพณี" หรือมาในรูปแบบของ "การอบรมสั่งสอนเด็ก" ทั้งนี้รวมถึงสิ่งที่เป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ได้เด็กมีพัฒนาการอย่างเหมาะสม

    ความรุนแรงต่อเด็กในทุกรูปแบบอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสมองของเด็กอย่างชัดเจน

    ความรุนแรงต่อเด็กอาจเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเราโดยที่เราไม่ได้ตระหนักถึงมันเลย


  • 2. ในบรรดาความรุนแรงต่อเด็กในรูปแบบต่างๆ นั้น ความรุนแรงทางอารมณ์ และทางร่างกายพบได้มากที่สุด


    มีการรายงานว่าเด็กผู้หญิง 1 ใน 3 คน และเด็กผู้ชาย 1 ใน 4 คนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเคยประสบความรุนแรงทางอารมณ์

    ภายในปี 2558 ศูนย์พึ่งได้ได้รับรายงานเหตุทั้งหมดถึง 23,977 เคสผ่านสายด่วน 1300 โดย 45% หรือคิดเป็น 10,712 เคสเป็นความรุนแรงต่อเด็กในรูปแบบต่างๆ และ 2,470 เคสเป็นการทารุณกรรมทางร่างกาย

    เด็ก 62% หรือคิดเป็น 3 ใน 5 ของเด็กอายุ 1-14 ปีในประเทศไทยเคยประสบความก้าวร้าวทางอารมณ์ ในขณะที่เด็ก 56% หรือนับเป็นจำนวนมากกว่าครึ่งของประชากรเด็กอายุ 1-14 ปีเคยถูกทำโทษด้วยการทำร้ายร่างกาย เด็กอายุ 1-14 ปีจำนวน 4% ในประเทศไทยเคยถูกครอบครัวทำโทษด้วยวิธีการที่เลวร้ายที่สุดเพื่ออบรมสั่งสอนลูกหลาน


  • 3.การลงโทษเด็กด้วยการทำร้ายร่างกายอาจจัดเป็นความรุนแรงต่อเด็กได้


    การลงโทษเด็กด้วยการทำร้ายร่างกายเพื่อเป็นการอบรมสั่งสอนเด็กนั้นประกอบด้วยตั้งแต่การลงโทษระดับเบาๆ เช่น การตีก้น การตีเด็กด้วยมือ การตีมือหรือแขนขาเด็ก การจับตัวเด็กเขย่าหรือการใช้สิ่งของตีเด็ก ไปจนถึงการลงโทษระดับที่รุนแรงที่สุด เช่น การตบศีรษะ ตบบ้องหู หรือตบหน้าเด็ก หรือกระหน่ำตีเด็กอย่างรุนแรง

    เด็กที่ถูกทำโทษด้วยวิธีที่รุนแรงจำนวนมากที่สุดคือเด็กอายุระหว่าง 3-4 ปี

    โดยส่วนใหญ่พบว่าผู้ปกครองที่ไม่ได้รับการศึกษาอย่างเพียงพอจะขาดความรู้และความตระหนักด้านการอบรมสั่งสอนเด็กด้วยวิธีการเชิงบวกและขาดทักษะในการเลี้ยงลูก

    ในประเทศไทย การลงโทษโดยการทำร้ายร่างกายยังคงเป็นข้อปฏิบัติโดยทั่วไปไม่เพียงเฉพาะที่บ้าน แต่ยังรวมถึงในโรงเรียนและสถานที่อื่นๆ รวมถึงสถานพินิจฯ ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 7 จากบรรดา 75 ประเทศที่ผู้ดูแลเด็กมีความเชื่อว่าการลงโทษด้วยการทำร้ายร่างกายเป็นสิ่งจำเป็นในการอบรมสั่งสอนเด็ก


  • 4. การทำร้ายเด็กส่งผลเสียต่อภาคเศรษฐกิจ


    มีการคาดประมาณว่าการกระทำรุนแรงต่อเด็กในทุกรูปแบบก่อให้เกิดความสูญเสียทั่วโลกคิดเป็นมูลค่าถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เฉพาะภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกนั้น การทารุณเด็กก่อให้เกิดความสูญเสียคิดเป็นมูลค่าทั้งหมด 209 ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือเท่ากับ 7 ล้านล้านบาท) คิดเป็น 2% ของจีดีพีของภูมิภาค

    การกระทำทารุณในวัยเด็กจะส่งผลกระทบตลอดชั่วชีวิตของเด็ก ส่งผลให้เด็กคนนั้นไม่สามารถประสบความสำเร็จในชีวิต

    การลงทุนกับการป้องกันความรุนแรงต่อเด็กสามารถลดความเสี่ยงที่เด็กจะข้องเกี่ยวกับยาเสพติด การประกอบอาชญากรรม การถูกคุมขัง การเริ่มสูบบุหรี่ตั้งแต่อายุน้อยๆ การติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น การทำร้ายตนเอง อาการปวดท้อง และความผิดปกติทางจิต รวมถึงความเสี่ยงต่อความล้มเหลวทางการศึกษาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การออกจากโรงเรียนกลางคัน กลายเป็นบุคคลที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงของสังคมและเร่ร่อนไร้ที่อยู่อาศัย


  • 5. เด็กกลุ่มเปราะบางมีความเสี่ยงมากกว่าที่จะประสบความรุนแรง


    ปัจจัยเสี่ยงบางประการเพิ่มความเปราะบางให้เด็กตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะประสบความรุนแรงมากขึ้น ปัจจัยเสี่ยงอาจประกอบด้วยการเจ็บป่วยเรื้อรังหรือความพิการ และเด็กที่ครอบครัวยากจนหรือพ่อแม่หย่าร้าง

    เด็กที่มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการประกอบกันจะมีความเสี่ยงที่จะประสบความรุนแรงมากขึ้นตามไปด้วย

    ข้อมูลเกี่ยวกับความเปราะบางของเด็กมักมีอยู่อย่างกระจัดกระจาย


  • 6. สิ่งที่เราทราบเกี่ยวกับความรุนแรงต่อเด็กเป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น


    จำนวนและคุณภาพของสถิติเกี่ยวกับความรุนแรงต่อเด็ก เช่น จำนวน สาเหตุ และผลกระทบ ยังมีอยู่ในวงจำกัดมาก

    ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับความรุนแรงต่อเด็ก รวมถึงไม่มีการสำรวจระดับประเทศ และยังมีการรายงานความรุนแรงต่อเด็กเป็นจำนวนน้อยกว่าเหตุที่เกิดขึ้นจริง


  • 7. ประเด็นความรุนแรงต่อเด็กมีประกอบในกฏหมายและนโยบายระดับประเทศอยู่มากมายแต่การบังคับใช้จริงยังมีความล่าช้าอยู่


    พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และพระราชบัญญัติการสาธารณสุข ให้การคุ้มครองสิทธิเบื้องต้นของเด็ก แต่ยังพบว่ามีเคสมากมายที่ละเมิดพระราชบัญญัติเหล่านี้ เช่น แรงงานเด็ก เด็กเลิกเรียนกลางคัน เด็กไม่ได้รับการดูแลสุขภาพอย่างเพียงพอ

    มีเพียงความรุนแรงที่น่าสะเทือนใจหรือความรุนแรงในรูปแบบที่ร้ายแรงมากเท่านั้นที่ได้รับความสนใจจากสาธารณะ ยังมีอีกหลายเคสที่ถูกปิดบังหรือมองข้ามเนื่องจากสังคมยอมรับได้ ความรู้สึกอับอาย ความหวาดกลัวของเหยื่อว่าจะถูกแก้แค้น และการที่ตัวเด็กผู้เป็นเหยื่อเองไม่ปริปากบอกใคร


  • 8. เราจำเป็นต้องสร้างระบบปกป้องคุ้มครองเด็กร่วมกันเพื่อยุติความรุนแรงต่อเด็ก


    การยุติความรุนแรงต่อเด็กต้องอาศัยการทำงานหลายประการในหลากหลายมิติร่วมกับผู้ปฏิบัติงานภาคส่วนต่างๆ ไปพร้อมๆ กัน

    บริการด้านการปกป้องคุ้มครองเด็กส่วนใหญ่ในทวีปเอเชียมักดำเนินงานในเชิงรับโดยมุ่งเน้นเฉพาะบางประเด็น แต่การเสริมสร้างการปกป้องคุ้มครองเด็กให้เข้มแข็งนั้นจำเป็นต้องอาศัยการทำงานเชิงระบบ

    การเสริมสร้างระบบการปกป้องคุ้มครองเด็กให้เข้มแข็งเพื่อยุติความรุนแรงต่อเด็กนั้นจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากรัฐบาลไทย

    การเสริมสร้างระบบการปกป้องคุ้มครองเด็กให้เข้มแข็งโดยสำเร็จลุล่วงนั้นสามารถทำได้โดยการเสริมสร้างพลังความเข้มแข็งให้ “โครงสร้างแบบไม่เป็นทางการ” เช่น ครอบครัว ผู้ดูแลเด็ก และชุมชน


  • 9. การยุติความรุนแรงต่อเด็กจำเป็นต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงภายในหัวใจและความคิด


    บรรทัดฐานและค่านิยมทางสังคมที่เป็นอันตรายเป็นปัจจัยที่ทำให้ความรุนแรงต่อเด็กยังคงอยู่และไม่หายไปจากสังคม

    การชี้นำจากชุมชนและผู้นำความเชื่อทางศาสนา รวมถึงสื่อประชาสัมพันธ์อาจช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในหัวใจและความคิดของผู้คนได้

    การเสริมสร้างให้เด็กมีพลังเข้มแข็งและสนับสนุนให้เด็กมีส่วนร่วมจะส่งผลกระทบอันยิ่งใหญ่ในเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานและค่านิยมทางสังคม

    เรามีความจำเป็นต้องลงมือทำทันที ณ ตอนนี้


  • 10. เราทุกคนต้องยุติความรุนแรงต่อเด็ก


    ในการสิ้นสุดความรุนแรงต่อเด็กทุกรูปแบบ ผู้กำหนดนโยบายจะต้องดึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งรวมถึงผู้ประกอบธุรกิจต่างๆ ในภาคเอกชนด้วย

    ผู้ประกอบธุรกิจต่างๆ ต้องขจัดข้อปฏิบัติทุกประการในการปฏิบัติงานและการให้บริการของตนที่ส่งเสริมความรุนแรงต่อเด็กไม่ว่าจะในรูปแบบใด และอาจยังสามารถเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาและบริการเพื่อยุติความรุนแรงต่อเด็กอีกด้วย

    ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายรวมถึงพวกเราเองต่างมีหน้าที่ในการยุติความรุนแรงต่อเด็กในทุกรูปแบบ โดยเริ่มต้นจากขอบเขตที่เราสามารถทำได้ก่อน