• มีกิน มีใช้ไม่เคยพอ แต่ไม่เคยท้อเรื่องการเรียน

    “หนูอยากเป็นพยาบาลค่ะ ...” น้องปราง เด็กหญิงวัย 11 ปี พูดอย่างมุ่งมั่น น้องปรางอาศัยอยู่กับย่าซึ่งพิการและป่วยเป็นต้อกระจก ตามองอะไรแทบไม่เห็น พ่อน้องปรางเสียชีวิต ขณะที่แม่แยกไปอยู่กับสามีใหม่ ส่วนพี่ชายต้องไปอาศัยอยู่กับอาช่วยงานกรีดยางโดยไม่ได้ค่าจ้างอะไร เหตุผลเพียงเพื่อบรรเทาค่าใช้จ่ายที่ย่าผู้ชราไม่สามารถแบกรับได้จริงๆ สองย่าหลานยังชีพอยู่ได้ด้วย เบี้ยผู้สูงอายุ 700 บาทของย่าและเบี้ยผู้พิการอีก 800 บาท ที่เมื่อหลังจากได้รับก็แทบจะหายวับไปกับหนี้สิน เดือนก่อน ทุกวัน น้องปรางจะไม่ค่อยได้กินอาหารเช้า ส่วนอาหารกลางวันข้าวห่อต้องขอจากเพื่อนบ้าน

    น้องปรางเป็นเด็กตั้งใจเรียนและชอบอ่านหนังสือมาก ทั้งอ่านที่ห้องสมุดโรงเรียน และอ่านที่บ้าน เพราะด้วยความหวังที่จะเป็นพยาบาล ต้องทุ่มเทเรียน และตั้งใจให้เต็มที่ เมื่อเป็นพยาบาลแล้วคงดูแลย่าได้ ว่างๆ น้องปรางจะสอนให้ย่าเขียนชื่อตัวเอง “อยากให้ย่ารู้หนังสือด้วยค่ะ เวลาไปรับ เบี้ยผู้สูงอายุจะได้เขียนชื่อได้ ไม่ต้องโดนใครว่า...” น้องปรางบอก



  • ยืนถือหนังสือ สอนเขียน สอนอ่าน โตขึ้นมีฝันว่าอยากเป็นครู

    เพราะทั้งพ่อและแม่ต่างก็แยกกันไปมีครอบครัวใหม่ น้องยุ้ย เด็กหญิงวัย 10 ปี จึงต้องอาศัยอยู่กับย่า และทวดผู้ชรา มาตั้งแต่ยังแบเบาะ ปัจจุบันย่าที่เคยเป็นเสาหลักของบ้านด้วยการรับจ้างรายวันทำงาน ทั่วไปกลับต้องมาป่วยด้วยโรคเบาหวาน และทรมานกับแผลผู้ป่วยที่ต้นขาขวา ทำให้ไม่สามารถเดินและทำนา แลกข้าวสารได้อย่างเคย การเก็บผัก ขุดหาปู หาหอยก็แลกได้เพียงเงินน้อยนิดหรือข้าวสารเพียงหยิบมือ พอกรอกหม้อไปวันๆ แถมเบี้ยผู้สูงอายุของทวดนั้นก็ไม่เคยพอกับค่าใช้จ่ายทั้งหลายในบ้าน ทั้งค่ากินอยู่ ค่ายา ค่าขนมไปโรงเรียนของน้องยุ้ยที่แทบทุกวันน้องยุ้ยได้อดออมไว้จ่ายเป็นค่ากับ ข้าวให้ทุกคนได้พออิ่มไปอีกมื้อ

    “หนูไม่เรียนแค่ ม.3 นะย่า หนูอยากเป็นครู...” น้องยุ้ยบอก ภาพที่เห็นชินตาของย่าและทวด คือภาพของน้องยุ้ยยืนถือหนังสือ ยกไม้ ยกมือ เลียนแบบคุณครู สอนให้เพื่อนๆ บวกเลข


  • เงินค่าขนมตอนเช้า ออมไว้เป็นค่ากับข้าวตอนเย็น

    ที่ครอบครัวน้องขิง เด็กหญิงอายุ 10 ปี มีอยู่ด้วยกัน 5 ชีวิต คือ แม่ ตา ยาย และพี่ชาย ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องย่างเข้าวัยรุ่นอายุ 13 ปี ที่บ้านนี้ มีเพียงแม่กับยายเท่านั้นที่ดิ้นรนหางานรับจ้าง รายวันทุกอย่างที่หาได้ ทั้งดำนา ซ่อมข้าว ถอนหญ้า ตัดอ้อย หักข้าวโพดวันละ 150-200 บาท กับงานจ้างเพียง 2-3 วันต่อเดือนเมื่อรวมเข้ากับเบี้ยผู้สูงอายุของตากับยายแล้วก็ยังไม่สามารถใช้จ่ายให้ชนเดือนน้องขิงจึงต้องออมเงินค่าขนมเก็บไว้เพื่อช่วยค่าใช้จ่ายที่บ้านอีกทางและยังช่วยเก็บมะขามที่โรงเรียนไปขาย รับจ้างหักข้าวโพด และรับจ้างล้างจานที่ร้านส้มตำ

    น้องขิงชอบเรียนภาษาอังกฤษ และยังเคยได้รับรางวัลที่ 1 จากการแข่งขันคัดลายมือ ภาษาไทยตอนเรียนชั้น ป.3 ตอนเย็นน้องขิงจะเร่งทำการบ้านให้เสร็จแล้วทบทวนบทเรียน เวลาอยู่ที่บ้านน้องขิงชอบอ่านหนังสือออกเสียงดัง คนที่บ้านจะได้ฟังและเรียนไปด้วยกัน “โตขึ้นหนูจะเป็นหมอค่ะ หนูอยากรักษาคนไข้ และหนูจะได้รักษาแม่ กับตา ยาย ด้วย...” น้องขิงพูดด้วยประกายตาเต็มความหวัง