วันนี้ของเธอ

เรื่องและภาพ: ไพวรรณ เบญจกุล

แล้วความกลัวก็กลายเป็นความสำเร็จ

เมื่อเฟิร์นเป็นเด็ก อาชีพทำฟันไม่เคยแวบเข้าไปในฝันของเธอสักเสี้ยววินาที เธอกลัวมันด้วยซ้ำชนิดที่ไม่อยากแม้แต่จะเฉียดกายไปใกล้คลินิกหมอฟัน แต่บนเส้นทางชีวิต สิ่งที่ไม่คาดคิดรอคอยเราอยู่เสมอ

วันนี้เฟิร์นทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ทันตสาธารณสุข ในปฏิบัติการพลิกชีวิตของเธอ จากเด็กหญิงบ้านนามาอยู่ ณ จุดนี้ กุญแจสำคัญคือความมุ่งมั่น ความอดทน และท้ายสุดคือคำท้าทายของพ่อที่บอกเธอว่า “กลัวอะไรก็ทำมันซะเลย”

เฟิร์นเป็นลูกคนที่ 2 จากจำนวนพี่น้อง 3 คนในครอบครัวชาวนาในตำบลนาป่าแซง อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ ตั้งแต่จำความได้ เฟิร์นและพี่น้องต้องช่วยพ่อแม่ทำนา งานหนักที่ต้องกรำแดดกรำฝน หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน แต่ก็ยังยากจน เฟิร์นได้สัมผัสมันด้วยตัวเอง แต่นับว่าโชคดีที่พ่อแม่ของเธอเชื่อว่า การศึกษามีความสำคัญและเป็นหนทางที่จะทำให้ลูกๆ มีชีวิตที่ดีกว่า พ่อและแม่จึงพูดถึงความฝันที่อยากให้ลูกๆ ได้รับการศึกษาสูงอยู่เสมอ ดังนั้นถึงแม้ครอบครัวของเธอจะยากจน ลูกทุกคนก็ได้รับการสนับสนุนให้ไปโรงเรียน

เมื่อเฟิร์นกำลังขึ้นชั้นป.1 โครงการพัฒนาชุมชนแบบพึ่งตนเองและยั่งยืนปทุมราชของมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ได้เข้าไปดำเนินงานพัฒนาชุมชนและสนับสนุนการศึกษาแก่เด็กใน 3 ตำบลของอำเภอปทุมราชวงศา ซึ่งรวมถึงตำบลนาป่าแซงที่ครอบครัวของเฟิร์นอาศัยอยู่

ความหวังมากับป้าสุธีรา

เฟิร์นเป็นหนึ่งในบรรดาเด็กที่ได้รับการอุปการะด้านการศึกษาจากมูลนิธิศุภนิมิตฯ “จำได้ว่าช่วงเปิดเทอมได้รับชุดนักเรียนใหม่ ได้สมุดดินสอ ดีใจมากเลยค่ะ เพราะที่บ้านไม่ค่อยมีเงิน”

ในเวลาเดียวกันนั้น ก็มีใครคนหนึ่งที่เธอไม่เคยรู้จักมักจี่มาก่อนเข้ามาแทคทีมพ่อแม่ให้การสนับสนุนการศึกษาเธอ “ป้าสุธีราผู้อุปการะของหนูเขียนจดหมายถึงหนูตลอด แล้วยังส่งของมาให้ เวลาหน้าหนาวท่านส่งผ้าห่มมาให้ค่ะ” เฟิร์นเล่า

เฟิร์นเรียนหนังสือไปด้วย ช่วยพ่อแม่ทำนาไปด้วย จนถึงชั้นม.5 ในช่วงที่กำลังเรียนชั้นม.6 เฟิร์นต้องทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการเรียน เพื่อเตรียมตัวสอบเข้าเรียนต่อที่วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร ซึ่งพ่อและแม่รวมทั้งผู้อุปการะได้สนับสนุนเธออย่างเต็มที่ ทว่าเพื่อนบ้านกลับว่าเธอเป็นลูกอกตัญญู

“เค้าว่าหนูเป็นลูกผลาญพ่อผลาญแม่ เพราะคนแถวบ้านหนูส่วนใหญ่เรียนแค่ป.6 หรือไม่ก็ม.3 จะออกจากโรงเรียนแล้วไปหางานทำที่กรุงเทพฯ ส่งเงินมาให้พ่อแม่ ตอนนั้นหนูเครียดมาก” เฟิร์นเล่า

กำลังใจพาใจให้สู้

อย่างไรก็ตาม เฟิร์นได้รับคำปลอบประโลมจากพ่อแม่และได้กำลังใจจากผู้อุปการะที่ส่งมาให้ทางจดหมาย

“หนูได้อ่านจดหมายของป้าสุธีราผู้อุปการะของหนูแล้วประทับใจมาก ท่านเขียนให้กำลังใจหนู ท่านบอกว่าถ้าเรียนหนักให้คิดถึงพ่อถึงแม่ให้มากๆ ถ้าทำงานหนักวันนี้อนาคตของหนูจะสดใส”เฟิร์นเล่า

ทำให้พลังขับเคลื่อนเพื่อมุ่งสู่ความฝันของเธอไม่แผ่วลงแม้แต่น้อย ในที่สุด เธอก็ได้เป็นนักศึกษาของวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธรสมดังปรารถนา

“มีเด็กหลายคนจากอำเภอปทุมราชวงศาไปสอบค่ะ อำเภอหนึ่งเค้าเอาคนเดียว หนูได้ค่ะ” เฟิร์นยิ้มกว้าง

กลัวอะไรยิ่งต้องทำสิ่งนั้น

เฟิร์นมีเหตุผลเดียวที่ตัดสินใจมุ่งเข้าเรียนต่อที่วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร นั่นก็คือเมื่อเรียนจบมีงานทำทันที ดังนั้นเมื่อเข้าสู่รั้ววิทยาลัยและต้องเลือกสาขาที่จะเรียนเฟิร์นจึงปรึกษาพ่อ และได้รับคำแนะนำว่าให้เรียนทันตสาธารณสุข

“หนูกลัวหมอฟันมาก พ่อบอกว่ากลัวก็ทำมันซะเลย” เฟิร์นหัวเราะ

ทำให้ 2 ปีของการเรียนแม้จะเข้มข้นแต่ก็คุ้มค่า เพราะท้ายที่สุดแล้วเท่ากับตัวของเฟิร์นเองได้กำไรสองชั้น คือได้ทั้งอาชีพและได้ขจัดความกลัวหมอฟันด้วย

รับใช้บ้านเกิด

หลังจากเรียนจบ เฟิร์นทำงานทันทีที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ตำบลโนนงาม อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ทันตกรรมสาธารณสุข

“หนูทำงานปีหนึ่งแล้วค่ะ ตอนหนูเรียนจบ หนูเขียนจดหมายไปบอกป้าสุธีราว่าหนูจบแล้ว หนูขอบคุณท่านที่ช่วยเหลือมาตลอด และเป็นกำลังใจจนหนูมีใจสู้มาขนาดนี้ ถ้าหนูไม่ได้รับการอุปการะคงยากที่จะมายืนอยู่ตรงนี้ พ่อแม่หนูมีรายได้จากทำนาเท่านั้น แล้วลูกเรียน 3 คน คงต้องมีใครซักคนที่ต้องเสียสละ” เฟิร์นพูด

ปัจจุบันเฟิร์นใช้เวลาวันหยุดเสาร์-อาทิตย์เรียนต่อปริญญาตรีด้านสาธารณสุขที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เธอบอกว่าเธอมีแผนขอย้ายไปทำงานที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ตำบลนาป่าแซงบ้านเกิด และบอกส่งท้ายพร้อมยิ้มกว้างว่า “เพื่อนบ้านคนที่เค้าว่าหนูผลาญพ่อผลาญแม่ เค้าพาหลานมาให้หนูถอนฟัน ความจริงที่นาป่าแซงก็มีรพ.สต. (โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล) แต่เค้าอยากพิสูจน์ฝีมือหนู ตอนนี้เค้ายอมรับหนูแล้วค่ะ”

©2015 World Vision Foundation of Thailand. All rights reserved.