วันนี้ของเธอ

เพ็ญวิภา ทองชมพูนุช: ศุภนิมิตฯ ช่วยให้ชีวิตและชุมชนได้รับการเปลี่ยนแปลง

เรื่องและภาพ: กรรณิการ์ ตรีผลาวิเศษกุล

น้องแบม อดีตเด็กในความอุปการะของมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ปัจจุบันเธอเป็นบัณฑิตมหาวิทยาลัย มีหน้าที่การงานมั่นคง และมีความฝันที่จะช่วยเหลือคนอื่นเช่นกัน

‘เพ็ญวิภา ทองชมพูนุช’ หรือ น้องแบม เป็นหนึ่งในสองพี่น้องในครอบครัวยากจนในพื้นที่โครงการพัฒนาชุมชนห้วยยาง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ปัจจุบันทำงานอยู่ที่บริษัท 925 Silver ซึ่งดำเนินธุรกิจจำหน่ายเครื่องประดับเงินให้แก่ลูกค้าชาวต่างประเทศ โดยเธอรับผิดชอบงานด้านคุมสต๊อกสินค้า และการติดต่อกับผู้ผลิตสินค้าให้กับบริษัท เธอจบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาการตลาด จากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

เมื่อน้องแบมยังเป็นเด็ก พ่อแม่ของเธอมีอาชีพทำไร่ทำนาบนที่ดินประมาณ 20 กว่าไร่ “หนูรู้สึกว่าเรายากจน เพราะเห็นพ่อแม่ทำงานหนักกว่าคนอื่นๆ ไม่ค่อยได้พัก ปัจจุบันเราก็ยังจนอยู่ เพราะเรามีหนี้สินจากการกู้ยืม ธกส. มาทำนา แล้วมันไม่ได้กำไรอย่างที่หวัง นาไม่ค่อยได้ผล ต้องรอน้ำฝน บางทีก็มีศัตรูพืช ตอนนี้เรายังมีภาระต้องส่งดอกเบี้ย ธกส.อยู่เลย ซึ่งก็ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว”

จากการทำนาที่ไม่ค่อยได้ผลดีนัก ทำให้ปัจจุบันพ่อแม่ของเธอหันมาประกอบอาชีพเพาะต้นไม้ขาย และขายดินสำหรับถมที่ ซึ่งรับซื้อต่อมาจากคนอื่นอีกที ส่วนที่นาของครอบครัวก็แปรสภาพมาปลูกข้าวโพด ปลูกผัก ปลูกข้าวนิดหน่อย กับขุดบ่อเลี้ยงปลานิล โดยไม่ได้ทำเพื่อขาย แต่นำมาบริโภคภายในครอบครัว กับแจกจ่ายเพื่อนบ้านบ้างแบบสังคมชนบทที่ยังเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

เพราะฐานะครอบครัวยากจน น้องแบมจึงได้รับเลือกให้เข้าเป็นเด็กในความอุปการะของมูลนิธิศุภนิมิตฯ เธอเล่าว่า “ความช่วยเหลือจากศุภนิมิตฯ สร้างความแตกต่างขึ้นในชีวิตหนู คือถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือเลยก็คงแย่ หนูอาจจะไม่ได้เรียนจบปริญญาตรี หรือไม่พ่อแม่คงต้องเหนื่อยมากขึ้นอีก เพราะเมื่อเป็นเด็กในความอุปการะ อย่างน้อยเรายังได้รับเงินค่าเทอมและเครื่องแบบนักเรียนมาโดยตลอด ที่สำคัญถ้าไม่มีมูลนิธิฯ เข้ามาเป็นสื่อกลาง หนูคงไม่ได้พบกับคุณรูธ ซึ่งมีส่วนช่วยเหลือจนหนูเรียนจบมหาวิทยาลัย”

คุณรูธที่น้องแบมพูดถึง คือ Ms.Ruth Victor ชาวแคนาดา ซึ่งเป็นผู้อุปการะของเธอตั้งแต่เรียนชั้น ป.1 กระทั่งจบปริญญาตรี ระยะเวลาสิบกว่าปี สร้างความผูกพันระหว่างทั้งคู่อย่างมากมาย กระทั่งเธอพูดถึงผู้อุปการะท่านนี้ว่า “หนูรู้สึกว่าเค้าเหมือนแม่คนที่สองเลย”

“สิ่งที่เค้าแสดงออกมาเวลากอดหนู หนูรู้สึกว่าเป็นความจริงใจ ไม่ได้เสแสร้ง เค้ามาเยี่ยมหนูที่ราชบุรี ตอนนั้นหนูอยู่ประมาณ ป.2 เค้ามากับเพื่อนๆ หลายคน พอเห็นหนู เค้าจำได้รีบวิ่งมากอด มาหอม และบอกเพื่อนๆ ว่านี่แหละเด็กที่เค้าอุปการะ จำได้ว่าเค้าเอาเสื้อและนาฬิกามาเป็นของขวัญให้หนู และเค้าจะเขียนจดหมายถึงหนูบ่อยมาก ทุกอาทิตย์หนูจะได้รับจดหมายจากเค้า บางทีอาทิตย์ละ 2-3 หน และเค้าจะส่งการ์ด แสตมป์ ปฏิทิน เสื้อผ้า กับรูปถ่ายเวลาที่เค้าไปยังที่ต่างๆ มาให้เสมอ” น้องแบมพูดถึงแม่คนที่สองด้วยความซาบซึ้ง “ถ้าวันนี้คุณรูธอยู่ตรงหน้า หนูอยากจะบอกขอบคุณเค้า ที่เค้าให้โอกาสกับเรา หนูรู้สึกว่าเค้าเป็นเหมือนแม่อีกคนหนึ่งของเรา คอยให้ความสนใจเรามาตลอด ไม่ว่าจะเป็นวันเกิด วันสำคัญอะไร เค้าจะจำได้หมด รู้สึกว่าเค้าเข้าใจ และรู้ใจเรา คำสอนของเค้าที่หนูจำได้ดีคือ เค้าจะบอกเสมอว่า ชอบอะไรให้ทำอย่างนั้น และให้ตั้งใจทำให้ดีที่สุด แล้วเราจะประสบความสำเร็จ”

นอกจากความช่วยเหลือด้านการศึกษาแล้ว น้องแบมยังเคยเข้าร่วมค่ายยุวสตรีที่มูลนิธิฯ จัดขึ้นที่จังหวัดนครปฐม หัวข้อค่ายคือเรื่องยาเสพติด กับมีโอกาสร่วมงานฉลองคริสต์มาสทุกปี น้องแบมจำได้ว่าพ่อของเธอมีโอกาสไปร่วมประชุมต่างๆ ที่มูลนิธิฯ จัดขึ้น ทำให้ได้รับข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ “ปัจจุบันสิ่งที่มูลนิธิฯ ให้ความช่วยเหลือแก่ชาวบ้านและชุมชนที่หนูยังเห็นว่ามีอยู่ในชุมชน คือ โอ่งเก็บน้ำฝนที่มูลนิธิฯ เคยมอบให้แก่โรงเรียน และตั้งตามศาลากลางหมู่บ้าน เค้าไม่ได้ให้บ้านใดบ้านหนึ่ง แต่ให้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน และมีการขุดลำเหมือง เป็นคลองซอยแยกจากคลองชลประทาน ซึ่งช่วยให้ชาวบ้านที่ส่วนใหญ่ทำนามีน้ำเพียงพอ ที่บ้านหนูก็ได้รับประโยชน์จากคลองซอยนี้ด้วย ตอนนี้คลองนี้ก็ยังอยู่ค่ะ ชาวบ้านยังสามารถใช้ประโยชน์ได้ ที่บ้านหนูก็ยังอาศัยสูบน้ำเข้าบ่อปลาอยู่เลย”

“นอกจากนี้สิ่งที่มูลนิธิฯ เข้าไปช่วยเหลือที่ยังมีผลต่อชีวิตชาวบ้านและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น คือ ชาวบ้านจากเดิมที่เค้าไม่ค่อยมีเงินทุนในการประกอบอาชีพ หรือไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับงานอาชีพ มูลนิธิฯ ก็ได้เข้ามาให้เงินทุน และให้การอบรม พาไปดูงาน จนเค้ามีความรู้เพิ่ม สามารถมีอาชีพที่สร้างรายได้ให้พวกเค้าได้ และช่วงที่มูลนิธิฯ ยังทำงานอยู่ในพื้นที่ หนูก็เห็นว่าชาวบ้านให้ความร่วมมือดี เวลามีการประชุมอะไร พวกเค้าก็ไปร่วมประชุมกันพร้อมเพรียง เมื่อได้รับความรู้อะไรมา เค้าก็เอามาทำกัน”

วันนี้ทั้งพ่อแม่ของเธอ และแม่คนที่สอง คงต่างภาคภูมิใจที่เธอสามารถทำงาน เลี้ยงดูตัวเองได้ และยังมีเป้าหมายเรื่องงานไว้ว่า “หนูมีเป้าหมายจะทำงานเก็บเงินสัก 4 ปี แล้วจะกลับบ้านไปช่วยพ่อขายต้นไม้ โดยจะทำเว็บไซต์ขายต้นไม้ จะเอาความรู้ที่เรียนมาในด้านการตลาดไปใช้ รวมทั้งความรู้ด้านการขายของผ่านเว็บไซต์ของที่นี่ด้วย ไปใช้กับงานที่พ่อเริ่มต้นไว้แล้ว บางทีพ่อเค้าก็ไม่รู้จะเอาต้นไม้ไปขายให้ใคร ส่วนหนูก็ไม่อยากจะเป็นลูกจ้างเค้าไปตลอด อยากทำอะไรที่เป็นของเราเอง เป้าหมายที่ตั้งไว้คือทำงานเป็นลูกจ้างเค้า 4 ปี ตอนนี้ก็เข้าปีที่สองแล้วค่ะ”

น้องแบมทิ้งท้ายไว้ว่า “และถ้ามีโอกาสช่วยคนอื่นได้ หนูก็จะทำ เพราะหนูเองก็เคยได้รับความช่วยเหลือมาก่อน”