หน้าหลัก

26 พฤศจิกายน 2561

ศุภนิมิตฯ จัดกิจกรรมรณรงค์สาธารณะ ‘ยุติความรุนแรงต่อเด็ก-Beyond the Boundary’ (Read in English)


“เราทุกคนต้องช่วยกันยุติความรุนแรงต่อเด็ก” หากใครได้ผ่านไปผ่านมาบริเวณสี่แยกปทุมวัน บนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม รวมถึงย่านสยามสแควร์ เมื่อตอนเที่ยงๆ และตอนบ่ายสี่โมงเย็นเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา คงจะได้ยินเสียงและได้เห็นภาพกลุ่มเด็ก เยาวชน รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับบริหารของมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ร่วมตัวกัน เดินรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก


การเดินรณรงค์ยุติความรุนแรงนี้เป็นส่วนหนึ่งเล็กๆ ของการดำเนินงาน โครงการยุติความรุนแรงต่อเด็ก โดย มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เพื่อการรณรงค์ให้เราทุกคนช่วยกันยุติความรุนแรงต่อเด็ก เพราะในวันเดียวกันนี้ มูลนิธิศุภนิมิตฯ ยังได้ จัดนิทรรศการ และการอภิปรายเราทุกคนต้องช่วยกันยุติความรุนแรงต่อเด็ก -Beyond the Boundary ที่มีทั้งการแสดงความคิดเห็นจากเด็กและเยาวชน การแลกเปลี่ยนมุมมองในยุติความรุนแรงต่อเด็ก โดยผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานต่างๆ และยังมี การแสดงละครสะท้อนปัญหาความรุนแรงต่อเด็กในครอบครัว โดยกลุ่มละครใบไม้ไหว โดยกิจกรรมทั้งหมดได้จัดให้มีขึ้นที่ห้องเอนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร


“ปัญหาความรุนแรงต่อเด็กไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยเฉพาะปัญหาความรุนแรงในครอบครัว จากการสำรวจเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ร่วมกับองค์กรยูนิเซฟ เมื่อปี 2559-2560 โดยทำการสำรวจในครอบครัวทั่วประเทศ 55,000 ครอบครัว พบว่ามีถึง 75% ที่มีการใช้ความรุนแรงต่อเด็กในครอบครัว โดยเป็นการทำรุนแรงต่อเด็กด้านร่างกาย 56% และความรุนแรงที่ส่งผลต่อจิตใจ 62% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงจนน่าตกใจ และจากข้อมูลการสำรวจล่าสุดเมื่อต้นปี 2561 ที่ดำเนินงานโดยโครงการประเทศนี้ไม่ตีเด็ก องค์กร SAVE THE CHILDREN ร่วมกับมูลนิธิรักษ์เด็ก มูลนิธิสายเด็ก และกลุ่มละครชุมชนกั๊บไฟ ก็ได้มีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับความรุนแรงต่อเด็กอีกครั้ง โดยทำการสำรวจในพื้นที่ทำงาน 8 ชุมชนใน 4 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ จ.แม่ฮ่องสอน จ.ลำพูน และ จ.เชียงใหม่ พบสิ่งที่น่าเป็นกังวลยิ่งขึ้นคือ พ่อแม่และผู้ปกครองเด็กจำนวน 79.5% มีความเชื่อว่าการลงโทษเด็กเป็นการสั่งสอนเด็กที่ยอมรับได้ และในจำนวนนี้ 79.1% เคยสั่งสอนลูกด้วยการใช้ความรุนแรงหรือการตี” คุณเกรียงไกร ไชยเมืองดี ผู้อำนวยการมูลนิธิรักษ์เด็ก ในฐานะผู้แทนจากเครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทย ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงต่อเด็กในประเทศไทย


“เฉพาะปีที่แล้ว มีเด็กมากกว่า 1,000 คนทั่วประเทศถูกกระทำด้วยความรุนแรงถึงขนาดที่ต้องมาเข้ารับบริการหรือขอความช่วยเหลือที่บ้านพักเด็กและครอบครัว ในสังกัดกรมกิจกรรมเด็กและเยาวชน และตั้งแต่ปี 2547-ปัจจุบัน ข้อมูลจากศูนย์ช่วยเหลือสังคม (ศูนย์พึ่งได้) กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่ามีเด็กที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรงมากกว่า 400,000 คนแล้ว ในจำนวนนี้ครึ่งหนึ่งเป็นสถานการณ์ความรุนแรงต่อเด็กที่เกิดขึ้นจากสาเหตุการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม” คุณรัชดาภรณ์ สงฆ์สุวรรณ นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ย้ำถึงสถานการณ์ความรุนแรงต่อเด็กที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน


นอกจากการสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ความรุนแรงต่อเด็กในประเทศไทยแล้ว ในการอภิปรายยังได้มีการเสนอแนะแนวทางเพื่อที่เราทุกคนจะช่วยกันยุติความรุนแรงต่อเด็ก ผศ.ดร.วิมลทิพย์ มุสิกพันธุ์ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ได้แลกเปลี่ยนวิธีการในการยุติความรุนแรงต่อเด็กว่า “จากที่ได้เคยไปทำวิจัยที่ประเทศญี่ปุ่นเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก เขาจะเน้นการสื่อสารกันในครอบครัวเป็นเครื่องมือสำคัญ ซึ่งเป็นการดำเนินการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การปลูกฝังในเรื่องทักษะชีวิตให้แก่เด็กตั้งแต่ชั้นประถม 1 และปลูกฝังให้เด็กทุกคนภูมิใจในตนเอง และรู้จักการยอมรับความแตกต่างของคนอื่นๆ และเน้นให้เด็กรู้จักการสื่อสารความต้องการของตนเอง แต่เป็นความต้องการในสิ่งที่เหมาะที่ควรนะคะ เค้าจะมีการสื่อสารและทำข้อตกลงร่วมกัน และเมื่อตกลงร่วมกันแล้วทุกคนก็ยอมรับ กติกาในครอบครัวยังรวมถึงการไม่ลงโทษกันด้วยความรุนแรงด้วย เด็กญี่ปุ่นจะกล้าพูดทำข้อตกลงกับพ่อแม่ว่าถ้าหนูทำผิด ให้บอกหนูดีๆ อย่าตีหนู อย่าลงโทษหนูแรงๆ บอกหนูให้เข้าใจ หนูจะได้แก้ไข แต่ทั้งนี้ ข้อตกลงนี้จะต้องเกิดจากการพูดคุยกันในภาวะปกตินะคะ เพราะถ้าไปตกลงกันตอนที่แต่ละคนมีอารมณ์คงไม่มีประโยชน์ ข้อตกลงที่เกิดขึ้นจะเป็นเครื่องมือในการยับยั้งและเตือนสติทุกคน เด็กต้องเรียนรู้ที่จะหยุดยั่วยุพ่อแม่ พ่อแม่ก็ต้องเรียนรู้ที่จะระงับความโกรธ พออารมณ์ที่ปะทุขึ้นสงบลง ก็จะนำไปสู่การร่วมกันแก้ไขปัญหา และเป็นการยุติ หรือลดความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงต่อเด็กในครอบครัวในครั้งต่อๆ ไปด้วย สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นบทเรียนที่เราสามารถนำมาปรับใช้สำหรับประเทศไทยเพื่อการยุติความรุนแรงต่อเด็ก ความรุนแรงไม่ช่วยอะไร เรามาอยู่ในโลกที่ไม่มีความรุนแรงกันดีกว่า แต่สิ่งเหล่านี้จะต้องค่อยๆ ปลูกฝัง”


Full Photo

Full Photo

Full Photo

Full Photo

Full Photo

Full Photo

Full Photo

Full Photo

Full Photo

Full Photo

Full Photo

Full Photo


“โรงเรียน คืออีกสถานที่หนึ่งที่เกิดการกระทำรุนแรงต่อเด็ก ไม่เพียงการกระทำรุนแรงจากผู้ใหญ่เท่านั้น แต่เด็กและเยาวชนด้วยกันเองก็คืออีกตัวการสำคัญในการกระทำรุนแรงด้วย กระทรวงศึกษาธิการตระหนักและเห็นความสำคัญของการยุติความรุนแรงต่อเด็ก สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้มีการตั้งศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียนขึ้นมาเพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลเรื่องนี้ แต่ลำพังศูนย์เฉพาะกิจเองเราก็คงไม่สามารถทำอะไรได้มาก ถ้าพวกเราทุกคนไม่ช่วยกันยุติความรุนแรงต่อเด็ก และความรุนแรงในทุกรูปแบบจะสามารถยุติลงได้ต้องเริ่มต้นที่ตัวเราเองก่อน การกระทำรุนแรงคือการละเมิดสิทธิอย่างหนึ่ง เราต้องเรียนรู้ที่จะรู้จักการเคารพในสิทธิของตนเองและสิทธิของผู้อื่น เมื่อเรารู้สิทธิในตัวเรา เราไม่อยากให้ใครมาละเมิดสิทธิของเรา เราก็จะรู้ว่าตัวเราเองก็ไม่ควรจะไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่นด้วยเช่นกัน อันนี้เราทุกคนต้องช่วยกันปลูกฝังความคิดเหล่านี้ให้เกิดขึ้นและนำไปสู่การปฏิบัติในชีวิตประจำวันของพวกเราทุกตน อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญที่จะนำไปสู่การยุติความรุนแรงต่อเด็กได้ก็คือ เราต้องไม่ละเลย ไม่เพิกเฉยเมื่อพบเห็นเหตุการณ์ที่เป็นการกระทำความรุนแรงต่อเด็ก โดยเฉพาะความรุนแรงที่เกิดขึ้นในบ้าน อันนี้สำคัญมากเพราะคนไทยยังคงเชื่อว่าเรื่องในครอบครัวไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว จนทำให้หลายๆ เหตุความรุนแรงต่อเด็กในครอบครัวกลายเป็นความเสียหายรุนแรงถึงชีวิตก็มี เริ่มจากการไม่นิ่งเฉย ไม่มองข้าม ยับยั้งจากเหตุรุนแรงเล็กน้อยไม่ให้เกิดขึ้น หรือยับยั้งเหตุที่รุนแรงมากๆ ไม่ให้เกิดผลรุนแรงได้ หรือถ้าต้องการขอรับความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เราก็สามารถโทรศัพท์ไปที่สายด่วน 1300 เพื่อร้องเรียนและแจ้งเหตุความรุนแรงได้” ดร.สายพันธุ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตอกย้ำวิธีการที่เราทุกคนจะช่วยกันยุติความรุนแรงต่อเด็ก


และ ดร.สราวุธ ราชศรีเมือง ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ได้เสนอแนะแนวทางที่จะมีประสิทธิภาพที่สุดในการยุติความรุนแรงต่อเด็กได้อย่างยั่งยืนคือ “สำหรับมูลนิธิศุภนิมิตฯ เราทำงานส่งเสริมความอยู่ดีมีสุขให้แก่เด็ก ครอบครัว ในชุมชนยากไร้ ซึ่งจากการทำงานที่ผ่านมาเราพบว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดการกระทำรุนแรงต่อเด็กในครอบครัวเกิดจากความขัดสน ความขาดแคลนปัจจัยจำเป็นพื้นฐานในชีวิต ซึ่งส่งผลโดยตรงในเรื่องของการดูแลและเลี้ยงดูลูกๆ อย่างเหมาะสม ในหลายๆ กรณีที่เจ้าหน้าที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ พบการกระทำความรุนแรงต่อเด็ก การยุติความรุนแรงไม่สามารถทำได้โดยใครคนใดคนหนึ่ง ผมขอยกตัวอย่างกรณีความรุนแรงต่อเด็กที่เกิดขึ้นที่โครงการพัฒนาฯ แม่แตง จ.เชียงใหม่ ที่เยาวชนในโครงการอุปการะเด็กของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้เข้าไปมีส่วนในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่เพื่อนของเขาถูกกระทำจากพ่อที่มีปัญหาเรื่องยาเสพติด และหนีออกจากบ้านมาขอความช่วยเหลือ ซึ่งในกระบวนการช่วยเหลือมีตั้งแต่การให้ที่พักพิงชั่วคราวแก่เด็กที่ถูกกระทำความรุนแรง การขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครอง ครู และการประสานความร่วมมือในการแก้ไขปัญหายาเสพติดจากผู้ใหญ่บ้าน และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหายาเสพติดซึ่งเป็นต้นตอให้เกิดความรุนแรงขึ้น หรืออีกกรณีหนึ่งเป็นเด็กชายวัยอนุบาลที่จังหวัดนครราชสีมา เด็กเล็กๆ ต้องอยู่กับตาที่ป่วยด้วยอาการทางจิต ถูกทำร้ายร่างกายจนส่งผลให้กลายเป็นเด็กเกเร ก้าวร้าว กรณีนี้มูลนิธิศุภนิมิตฯ ดำเนินการให้ความช่วยเหลือทั้งการส่งเสริมให้ครอบครัวมีปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นเพียงพอสำหรับการเลี้ยงดูเด็ก ครูที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่เคยได้รับความรู้การดูแลเด็กจากมูลนิธิศุภนิมิตฯ ก็ช่วยเหลือดูแลเเด็ก ฟื้นฟูจิตใจของเด็กให้กลับมาดีขึ้น ส่วนตาที่ป่วย มูลนิธิศุภนิมิตฯ ก็สนับสนุนค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ใหญ่บ้านเป็นอีกกำลังสำคัญในการมาสอดส่องและดูแลที่บ้านของเด็กด้วย จะเห็นว่าการยุติความรุนแรงต่อเด็กต้องเกิดจากการที่เราทุกคนต้องช่วยกันทำในสิ่งที่แต่ละคน แต่ละหน่วยงานมีความถนัดและมีความเชี่ยวชาญ ที่สุดแล้ว เมื่อทุกๆ องค์ประกอบได้ขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน เราจะสามารถยุติความรุนแรงต่อเด็กได้อย่างยั่งยืนครับ และด้วยการดำเนินงานของมูลนิธิศุภนิมิตฯ เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับครอบครัวของเด็ก ส่งเสริมให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง และส่งเสริมให้ทุกๆ หน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ครูในโรงเรียน ผู้นำชุมชน ผู้นำทางความเชื่อเช่นวัด คริสตจักร และหน่วยงานปกครองท้องถิ่นที่เป็นตัวแทนของภาครัฐ ร่วมกันขับเคลื่อนให้เด็ก ครอบครัว และชุมชนได้เกิดความอยู่ดีมีสุข จะเป็นเครื่องมือในการยุติความรุนแรงต่อเด็กได้อย่างยั่งยืน”


สำหรับ โครงการยุติความรุนแรงต่อเด็ก โดย มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ที่องค์กรศุภนิมิตสากลได้ร่วมกันดำเนินงานเพื่อการแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็กในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพื่อให้เด็กที่เปรียบเสมือนอนาคตของเราทุกคนได้เปลี่ยนแปลงชีวิตสู่ความอยู่ดีมีสุข และเติบโตเป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อนโลกของเราต่อไป โดยโครงการยุติความรุนแรงต่อเด็กโดยมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย มุ่งเน้นการยุติความรุนแรงทางด้านร่างกายและจิตใจต่อเด็กภายในครอบครัว ควบคู่ไปกับการรณรงค์ให้ “เราทุกคนต้องช่วยกันยุติความรุนแรงต่อเด็ก” ซึ่งจะดำเนินการอย่างเข้มข้นตั้งแต่ พ.ศ. 2560-2564