หน้าหลัก

17 พฤศจิกายน 2560

"มะติมมา" นางฟ้าแห่งชุมชนเมียนมา (Read in English)


บ่ายของวันปลายสัปดาห์ บริเวณห้องแถวชั้นเดียวที่เรียงรายและทอดตัวยาวด้วยความสงบมาตลอดทั้งวัน เริ่มปรากฎภาพของความคึกคักให้เห็นอีกครั้ง ผู้คนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นผู้หญิงและเด็กที่ใบหน้าของแต่ละคนล้วนถูกแต่งแต้มด้วยแป้งสีเหลืองอันเป็นเอกลักษณ์ที่บ่งบอกถึงชาติพันธุ์ ออกมาจับจ่ายซื้อของพร้อมทักทายกันด้วยภาษาที่อาจไม่คุ้นชินสำหรับผู้มาเยือนเท่าไหร่นัก


"สวัสดีค่ะ" มะติมมา หนึ่งในแรงงานชาวเมียนมาทักทายผู้มาเยือนเป็นภาษาไทยด้วยสำเนียงแปลกหู พร้อมกับยกมือไหว้อย่างอ่อนน้อมเฉกเช่นเจ้าของวัฒนธรรม


"มิงกะลาบา" ผู้มาเยือนทักทายกลับเป็นภาษาของฝ่ายต้อนรับด้วยสำเนียงแปลกหูเช่นกัน ก่อนที่การสนทนาของทั้ง 2 ฝ่าย จะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่นาทีถัดมา


ย้อนหลังกลับไปกว่า 25 ปีที่แล้ว ชีวิตของมะติมมาในวัย 28 ปี ไม่ต่างไปจากเพื่อนร่วมชาติหลายๆ คนที่ต้องประสบกับปัญหาความยากลำบากในการดำรงชีวิต เธอตัดสินใจทิ้งอาชีพผู้ช่วยพยาบาล และลูกๆ ทั้ง 4 คน ไว้กับผู้เป็นย่าที่เมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ก่อนจะข้ามน้ำข้ามทะเลมาทำงานเป็นลูกจ้างร้านขายของที่จังหวัดระนอง ตามคำชักชวนของเพื่อน


"ก็ลำบากนิดหน่อย เพราะยังฟังและพูดภาษาไทยไม่ได้ค่ะ" มะติมมา ย้อนความรู้สึกเมื่อครั้งเข้ามาทำงานใหม่ๆ ซึ่งต่างจากปัจจุบันที่เธอสามารถฟังและพูดภาษาไทยได้ดีพอที่จะรับหน้าที่เป็นหนึ่งในอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.) ที่มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย จัดตั้งขึ้นภายใต้โครงการพัฒนาระบบบริการสุขภาพและรูปแบบสาธารณสุขมูลฐานในประชากรข้ามชาติสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยดำเนินงานในพื้นที่บ้านมิตรภาพ ต.บางริ้น และบ้านปากคลอง ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ระนอง


"หลายปีก่อนฉันไม่สบายมาก ไม่รู้ว่าจะไปหาหมอยังไง พอดีมี อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) มาเยี่ยมและให้การช่วยเหลือ ทำให้รู้สึกประทับใจ เลยอยากที่จะช่วยเหลือแรงงานเมียนมาด้วยกันแบบนี้บ้าง พอดีกับที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ เปิดรับสมัครคนเมียนมาเป็น อสต. ก็เลยสมัครค่ะ" มะติมมา ย้อนเหตุการณ์ที่ทำให้เธอตัดสินใจสมัครเป็นจิตอาสาทำงานด้านสาธารณสุข โดยเธอจะใช้เวลาว่างหลังเลิกงานและวันหยุดออกเยี่ยมเยี่ยนบรรดาแรงงานเมียนมาร่วมกับ อสม. ที่เป็นคนไทย


มะติมมา และ อสต. ทุกคนจะได้รับการอบรมให้ความรู้ด้านสาธารณสุข และพัฒนาศักยภาพทุกปี ทุกคนจะได้รับมอบหมายให้ดูแลและให้ความรู้แก่แรงงานชาวเมียนมาในชุมชนของตนเองเกี่ยวกับโรคต่างๆ เช่น โรคเอดส์ ไข้เลือดออก วัณโรค โรคมือ เท้า ปากเปื่อย การจัดการสิ่งแวดล้อม และการขายยาสามัญประจำบ้าน รวมถึงเวลามีโรคระบาดต้องรีบแจ้งข่าวให้แก่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เพื่อดำเนินการวางแผนป้องกันโรค ขณะเดียวกันเมื่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ออกเยี่ยมและติดตามผู้ป่วยในพื้นที่ อสต.จะติดตามไปด้วยในลักษณะ Buddy และ Budderเพื่อเป็นล่ามและให้คำแนะนำแก่แรงงานชาวเมียนมา

Full Photo

Full Photo

Full Photo


ถึงวันนี้ มะติมมาทำหน้าที่ อสต. มากว่า 20 ปีแล้ว มีพื้นที่รับผิดชอบคือ ชุมชนปากคลอง ต.ปากน้ำ จ.ระนอง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งชุมชนที่มีแรงงานเมียนมาอาศัยอยู่จำนวนมาก ทำให้มีเรื่องราวทั้งสุขและเศร้าผ่านเข้ามาให้เธอได้สัมผัสมากมาย


"บางวันมีคนมาเคาะประตูเรียกตอนตี 2 ตี 3 บอกมีคนเจ็บท้องจะคลอดลูก บางคนไปโรงพยาบาลไม่ทันคลอดลูกที่บ้านเลยก็มี เราก็ต้องประสานงานเรียกรถพยาบาลเพื่อพาเขาไปส่งโรงพยาบาล บางรายเจ็บป่วยเสียชีวิตต่อหน้าก็มี เพราะเขาไม่มีพี่น้อง ไม่มีเงิน เจ็บป่วยไม่รู้จะบอกใคร" มะติมมา ฉายภาพการทำหน้าที่ อสต. ก่อนจะเผยความรู้สึกถึงงานอาสาสมัครที่ทำอยู่


"ดีใจค่ะที่ได้ช่วยคนเมียนมาด้วยกัน เพราะบางคนเพิ่งมาอยู่ประเทศไทย ฟังหรือพูดภาษาไทยยังไม่เข้าใจ เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยไม่รู้จะบอกใคร ไม่รู้ว่าจะไปซื้อยาหรือไปหาหมอยังไง ขณะที่ตัวเราก็ไม่ได้มีเงินมากมายที่จะเอาไปช่วยเขา สิ่งที่ช่วยได้คือ การเป็น อสต. นี่แหละ ใช้ใจใช้แรงของเราช่วยเขาแทนเงิน"


ปัจจุบัน มะติมมาอายุ 55 ปี เธอไม่สามารถรับจ้างได้เนื่องจากพ้นวัยทำงานและไม่สามารถต่ออายุการทำงานได้แล้ว ทุกวันนี้เธออาศัยอยู่กับลูกๆ ที่เข้ามาทำงานในจังหวัดระนอง โดยใช้หนังสือผ่านแดน ส่วนสามีของเธอเสียชีวิตก่อนที่เธอจะเดินทางมาทำงานในประเทศไทย


"ขอบคุณคนไทย ประเทศไทย ที่ให้ฉันและลูกๆ ได้มีโอกาสทำมาหากินบนแผ่นดินนี้ค่ะ" มะติมมา เผยความรู้สึกทิ้งท้ายด้วยสำเนียงแปลกหู