หน้าหลัก
________________________________________________________________________________________________________________

2 กรกฎาคม 2555

เรื่องราวเบื้องลึก กับการเดินทางไปดอยสองแควร่วมกับผู้อุปการะ (read in english)

“หลังจากได้คุยโทรศัพท์กับคุณต่ายแล้ว ฉันก็รู้ว่ายังมีที่พอ และเรื่องที่ไปคนเดียวก็ไม่เป็นปัญหา ฉันคิดมากไปเอง” คุณปุ้ย พูดคุยอย่างเป็นกันเอง และเล่าถึงการเดินทางเที่ยวนี้ว่าเธอใช้วันหยุดพักร้อนปีนี้ ออกเดินทางไปดอยสองแคว จังหวัดน่าน เพื่อไปหาคนที่อยากเจอมากที่สุดในโลก

เริ่มเดินทางออกจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่เช้าตรู่ ฝนเมืองกรุงโปรยปรายติดตามเรามาตลอดทาง เราวิ่งผ่านถนนวิภาวดี-รังสิต แวะกินข้าวเช้าที่สิงห์บุรี วิ่งเข้าชัยนาท เฉียดอุทัยธานี เข้านครสวรรค์ พิจิตร ใกล้เที่ยงพอดี เราพักทานข้าวเที่ยงกันที่พิษณุโลก อิ่มหนำแล้วก็เดินทางต่อจนถึงจังหวัดน่าน ท่าวังผา และถึงอำเภอปัว ตามโปรแกรมเราพักผ่อนกันที่นี่ พรุ่งนี้เช้าค่อยไปกันต่อ มูลนิธิศุภนิมิตฯ มักดำเนินงานในเขตชนบทที่ห่างไกลแร้นแค้นและพื้นที่ที่ความช่วยเหลือเข้าถึงยาก ดังนั้นแม้ถึงอำเภอปัวแล้ว ก็ยังไม่เรียกว่าถึง จากนี้คือจุดเริ่มต้น

วันแรก ‘คุณปุ้ย’ กับ ‘คุณน้อง’ เพื่อนใหม่ที่เจอกันในทริปอิ่มใจ และเพื่อนๆ ผู้อุปการะ เดินทางไปโรงเรียนสมาคมพยาบาลไทย ร่วมแบ่งปันและบำเพ็ญประโยชน์ ซึ่งเป็นโรงเรียนเป้าหมายในพื้นที่ดำเนินงานโครงการฯบ้านถ้ำเวียงแก จัดเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กนักเรียนกว่าสี่ร้อยคน ไอศกรีม แจกนม ขนม และอุปกรณ์การเรียน ช่วงบ่ายช่วยกันทาสีโต๊ะและเก้าอี้ยาวสำหรับโรงอาหารแห่งใหม่ที่เพิ่งปรับปรุง ผู้อุปการะบางคนอาสาไปติดกระเบื้องอ่างล้างหน้าแปรงฟันของเด็กที่อยู่ด้านหลังอาคารเรียนบนดอย

วันที่สอง เป็นวันลงเยี่ยมกิจกรรมกลุ่มอาชีพต่างๆ หลังจากถ่ายภาพเดี่ยว ภาพหมู่คณะเรียบร้อยแล้ว ทุกคนขึ้นรถประจำคันเดิม เราแวะชมและพิสูจน์ต้นดิ๊กเดียม แล้วมุ่งหน้าไปตำบลนาไร่หลวง ชมสาธิตการแปรรูปของกลุ่มแม่บ้าน มีทั้งข้าวเกรียบฟักทอง ข้าวเกรียบเผือก คุณอมรศรี นิลคง เล่าให้พวกเราฟังว่าสมาชิกกลุ่มทั้ง 18 คนรวมหุ้นกันคนละ 200 บาท และขอการสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นจากมูลนิธิศุภนิมิตฯ กลุ่มฯ ก่อตั้งเมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ เริ่มทำรายได้เก็บออมเข้ากลุ่มฯได้ย่างเข้าเดือนที่ 3 สิ้นปีแบ่งผลกำไรให้สมาชิกไปจับจ่ายใช้สอย

กลุ่มไม้กวาดดอกหญ้าที่บ้านสบพาง เรียกความสนใจได้มาก เนื่องจากคุณภาพดีและขายราคามิตรภาพ คุณน้อง และอีกหลายคนจึงพากันเหมาไม้กวาดยกโหลกลับกรุงเทพฯ เดินเท้าต่อมาอีกหน่อยถึงโรงติดตั้งเครื่องกรองน้ำสะอาดของหมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านเล่าว่าแต่เดิมเด็กและผู้ใหญ่ร้อยละ10 เจ็บป่วยด้วยโรคนิ่ว หวังว่าปัญหานี้จะหมดไปเมื่อมีน้ำสะอาดใช้ทุกครัวเรือน โรงเรียนแห่งที่สองที่เรามีโอกาสไปเยี่ยม เป็นโรงเรียนขนาดเล็กสอนอนุบาลถึง ป.6 ชื่อโรงเรียนบ้านปางกอม มีเด็กนักเรียน 70 คนเป็นไทลื้อทั้งหมด มูลนิธิศุภนิมิตฯ สนับสนุนการเลี้ยงไก่ไข่จำนวน 51 ตัว เพื่อจัดทำอาหารกลางวันเด็ก เด็กนักเรียนจะได้กินไข่สดทุกวัน คุณครูสุดธิดา เทพกอม เล่าว่าโภชนาการของเด็กสมบูรณ์ดีขึ้นมากหลังเริ่มเลี้ยงมาเกือบครบปี นอกจากนี้ยังช่วยติดตั้งเครื่องกรองน้ำสำหรับเด็กนักเรียนด้วย

คุณต่ายแบ่งสายให้เราเดินทางไปเยี่ยมบ้านเด็กกันหลังกินข้าวเที่ยง “ลูกชายของปุ้ย กับลูกชายของน้องอยู่หมู่บ้านเดียวกัน เราขึ้นรถไปด้วยกัน ในรถยังมีพี่ปุ๋ยและพี่จึง รถตู้อีก 2 คันแยกไปส่งผู้อุปการะเยี่ยมเด็กที่หมู่บ้านในตำบลยอด พวกชายหนุ่มขึ้นรถโฟร์วีลไปเยี่ยมเด็กของคุณเกรียงไกรที่หมู่บ้านในตำบลชนแดน แหมชื่อก็บอกว่าชนแดน เลยต้องเอาโฟร์วีลไปก็มันหมู่บ้านชายแดนไง” คุณปุ้ย เล่าติดตลก

ก่อนกลับเข้าตัวเมือง เราแวะไปไหว้พระธาตุแช่แห้ง อิ่มบุญแล้วจึงกลับตัวเมืองเข้าที่พัก เก็บกระเป๋าข้าวของ ล้างหน้าออกมากินมื้อค่ำ และเที่ยวชมวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร คืนก่อนวันวิสาขบูชา ความจริงตั้งใจไปชมภาพเขียนจิตรกรรมที่วัดภูมินทร์ แต่ปิดซ่อมบำรุง เช้ารุ่งขึ้น คุณปุ้ย พี่อ้อย พี่จิ พี่จึง และคุณน้อง นัดกันเดินชมตลาดและตักบาตรไหว้พระ อิ่มบุญถ้วนหน้าก่อนเรามุ่งหน้ากลับเข้ากรุงเทพฯ สายวันนี้

ความในใจผู้อุปการะ

ปุ้ย เป็นชื่อเล่นของคุณสุนันทา ศิรประภา ผู้อุปการะเด็กของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ที่บริจาคช่วยเหลืออุปการะเด็กด้านการศึกษาทั้งหมด 4 คน น้องนพดล ซึ่งเธออุปการะตั้งแต่ชั้น ป.2 จนถึงปัจจุบันกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 2 กระซิบบอกเธอว่าใฝ่ฝันอยากรับราชการตำรวจเมื่อโตขึ้น คุณปุ้ยซึ่งมีความผูกพันในฐานะแม่อุปถัมภ์ พูดความตั้งใจหลังพบน้องนพดลบ่ายวันนี้ว่า “ปุ้ยเป็นคนโสด ไม่มีภาระอะไร จริงๆ ตั้งใจจะทำงานอีกแค่ 2 ปี แต่มาเจอน้องนพดลแล้วก็รู้ว่ายังหยุดทำงานไม่ได้ ยังไงก็จะส่งให้น้องจบอย่างน้อยปริญญาตรี อีก 7 ปีข้างหน้า ปุ้ย 55 ก็พอดี”

คุณน้อง หรือ คุณชิดชนก อุปถัมภ์ ทำธุรกิจส่วนตัวอยู่ที่ศรีราชา จ.ชลบุรี ผู้อุปการะของน้องพล หรือด.ช.จิติศักดิ์ รักษา พูดความรู้สึกอย่างตื่นเต้นว่า “ดีใจ อยากเจอน้องและครอบครัวนานแล้ว อุปการะน้องพลตั้งแต่เขาเรียนอนุบาลนับเวลาต่อเนื่องเกือบ 10 ปี น้องก็มาจากครอบครัวด้อยโอกาส ก็เลยอยากให้โอกาสกับเด็ก เพราะเรามีโอกาสเรียนจนจบ คิดว่าไม่หยุดอุปการะอยากให้น้องเรียนให้สูงสุด” น้องพลเองซาบซึ้งและพูดว่า “อยากเรียนสูงๆ ได้งานทำ และให้พ่อแม่สบาย”

พี่ปุ๋ย หรือคุณพรรณราย เชื้อพิบูลย์ ผู้อุปการะน้องมิ้น หรือเด็กหญิงธัญจิรา รักษา ดีใจที่ได้มาเจอน้องมิ้นท์ที่บ้าน ซักถามถึงความเป็นอยู่จึงทราบว่าเด็กหญิงกำพร้าแม่ แม่เสียชีวิตนานหลายปีแล้ว ส่วนพ่อของเธอแต่งงานมีครอบครัวใหม่ เด็กหญิงจึงอาศัยอยู่กับย่าเพียงลำพัง “หนูไม่มีอะไรตอบแทนความรักของน้าปุ๋ย หนูจะเป็นเด็กดี เชื่อฟังคุณครู คุณย่า หนูมีของฝากน้าปุ๋ยกลับบ้าน” คำตอบนี้ทำให้เธอยิ้มแก้มปริ สุขใจเป็นที่สุด

“ถ้าน้องอยากเรียน ตั้งใจจะส่งน้องเขาให้ถึงที่สุด ในหมู่บ้านก็ดูปลอดภัยดี อยากให้น้องมีหน้าที่การงาน และกลับมาพัฒนาบ้านเกิดของน้อง ช่วยเหลือเด็กรุ่นต่อๆ ไป” พี่ปุ๋ยพูดขยายความว่า ตัวเธอไม่มีภาระ คิดว่าให้โอกาสเด็กได้เรียน ไม่ได้หวังอะไรตอบแทน แค่เด็กเติบโตขึ้นสามารถพึ่งพาตนเอง และไม่เป็นปัญหาสังคมก็พอใจแล้ว เธอพูดความรู้สึกที่มาทริปอิ่มใจว่า “ศุภนิมิตฯ ดูแลเด็กดี มีผลการเรียนแจ้งสม่ำเสมอ และยังช่วยชุมชนของเด็กด้วย งานดีๆ อันนี้ก็ชอบ”