- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -


6 มีนาคม 2551

กลุ่มเลี้ยงหมูบ้านหนองลัน ผลิตอาหารหมูใช้เอง
ช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงถึงตัวละ 300 บาท
(read in english)

อาหารหมูที่ผลิตแล้วบรรจุลงถุง
อาหารหมูที่ผสมแล้วบรรจุลงถุง

กลุ่มเลี้ยงหมูบ้านหนองลันราษฎร์บำรุง ต.สุขฤทัย อ.ห้วยคต จ.อุทัยธานี ร่วมใจกันผลิตอาหารหมูไว้ใช้เองและจำหน่ายในราคาถูกกว่าท้องตลาด ช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงหมูลงถึงตัวละ 300 บาท

จากซ้ายไปขวา นางประทีป ยุยง นางอนงค์นาฏ อิ่มละมัย  นางสายหยุด จินตนา กับเครื่องผสมอาหารที่ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิศุภนิมิตฯ
จากซ้ายไปขวา นางประทีป ยุยง นางอนงค์นาฏ อิ่มละมัย
นางสายหยุด จินตนา กับเครื่องผสมอาหารที่ได้รับ
การสนับสนุนจากมูลนิธิศุภนิมิตฯ
เครื่องผสมอาหารกำลังทำงาน
เครื่องผสมอาหารกำลังทำงาน
สูตรอาหารหมู 4 สูตร
สูตรอาหารหมู 4 สูตร
ช่วยกันเทส่วนผสมลงในเครื่องผสมอาหาร
ช่วยกันเทส่วนผสมลงในเครื่องผสมอาหาร
นายชะลอ สุขสุด
นายชะลอ สุขสุด
หมูที่เลี้ยงด้วยอาหารหมูที่กลุ่มผลิตขึ้น
หมูที่เลี้ยงด้วยอาหารหมูที่กลุ่มผลิตขึ้น

กลุ่มเลี้ยงหมูกลุ่มนี้ได้รับการสนับสนุนเรื่องการเลี้ยงหมูและการผลิตอาหารหมูจากโครงการพัฒนาชุมชนเป็นพื้นที่แบบพึ่งตนเองและยั่งยืนภูเมนทร์ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย นางอนงค์นาฏ อิ่มละมัย ประธานกลุ่ม นางสายหยุด จินตนา เหรัญญิกกลุ่ม และนางประทีป ยุยง กรรมการกลุ่ม เล่าถึงสาเหตุของการผลิตอาหารหมูเองว่า “เพราะอาหารหมูในท้องตลาดราคาสูง เราเลยมาดำเนินการเรื่องการผสมอาหารจำหน่าย เราเริ่มทำตั้งแต่วันที่ 8 เดือนกันยายน 2550”

ก่อนที่กลุ่มนี้จะสามารถผลิตอาหารหมูได้ มูลนิธิศุภนิมิตฯ เคยพาไปดูงานที่วิทยาลัยเกษตรกรรมด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี 2 ครั้ง และที่กาญจนบุรีอีก 1 ครั้ง “เค้าให้เราดูงานทุกขั้นตอนการผลิต รวมถึงให้สูตรอาหารมาด้วย ใช้เวลาประมาณ 3 เดือนนับตั้งแต่ไปดูงานครั้งแรก ก็เริ่มลงมือผลิต โดยได้รับความอนุเคราะห์ด้านเครื่องผสมอาหารจากมูลนิธิศุภนิมิตฯ” เครื่องผสมอาหารดังกล่าว ราคา 32,000 บาท มูลนิธิฯ ให้ไว้เป็นทรัพย์สินของกลุ่ม นอกจากนี้ยังให้เงินทุนอีก 25,000 บาท เป็นค่าวัตถุดิบในช่วงแรก โดยสมทบกับเงินออมของสมาชิกกลุ่ม รวมแล้วได้ประมาณ 30,000 บาท จึงเพียงพอที่จะจัดหาวัตถุดิบมาใช้ในการผลิตอาหารหมูงวดแรกได้

“อาหารหมูที่กลุ่มเราผลิต มีส่วนผสมหลายอย่าง เช่น ข้าวโพดบด ปลายข้าว กากถั่วเหลือง ปลาป่น รำละเอียด และยา เราผสมยาไลซีนลงไปด้วย ช่วยให้หมูไม่ท้องอืด ท้องเสีย และเราไม่ใส่สารเร่งเนื้อแดง ซึ่งเป็นอันตรายกับคนกินมากเลย เพราะเป็นสารก่อมะเร็ง”

หลังจากผลิตอาหารหมูสำเร็จแล้ว กลุ่มทำการประชาสัมพันธ์ให้ผู้เลี้ยงหมูทั้งในกลุ่มและนอกกลุ่มลองมาใช้อาหารหมูที่กลุ่มผลิตขึ้น “เราบอกให้เค้ามาดูในกลุ่มของเราซึ่งเลี้ยงด้วยอาหารที่กลุ่มผลิตขึ้น เค้าก็เห็นว่าหมูโตเร็ว น้ำหนักดี ผิวสวย ชำแหละออกมาเนื้อแดง ไม่มีมันมาก” ปัจจุบันลูกค้าของกลุ่มไม่ใช่เฉพาะในบ้านหนองลันราษฎร์บำรุงเท่านั้น แต่มีกลุ่มเลี้ยงหมูจากตำบลอื่นและอำเภออื่นมาซื้อไปใช้ด้วย

ชั่งน้ำหนักให้ได้ถุงละ 30 กิโลกรัม
ชั่งน้ำหนักให้ได้
ถุงละ 30 กิโลกรัม

อีกจุดหนึ่งที่ช่วยให้อาหารหมูที่ผลิตขึ้นนี้ได้รับความสนใจคือราคาจำหน่ายที่ถูกกว่าของท้องตลาดประมาณ 30-35 บาทต่อถุงบรรจุน้ำหนัก 30 กิโลกรัม “กว่าจะเลี้ยงหมูแต่ละตัวจนโตพอชำแหละได้ ก็ช่วยประหยัดค่าอาหารไปหลายร้อยบาท เฉลี่ยแล้วประมาณ 300 บาทต่อตัว ทำให้ได้กำไรมากขึ้น” นายชะลอ สุขสุด กรรมการกลุ่มเลี้ยงหมูบ้านหนองลันราษฎร์บำรุง และเป็นผู้หนึ่งที่ใช้อาหารหมูที่กลุ่มผลิตขึ้น ให้ความเห็น และกล่าวเพิ่มเติมว่า

“อาหารหมูของกลุ่มเราเป็นแบบผง เมื่อใช้แล้ว เทียบกับอาหารเม็ดของบริษัทใหญ่ๆ ก็คุณภาพเหมือนกัน เลี้ยงแล้วหมูโตเหมือนๆ กัน ก่อนหน้าที่กลุ่มจะผลิตอาหารเอง ผมก็ใช้อาหารของบริษัทต่างๆ มาเลี้ยง 4 เดือน จะได้หมูหนัก 100 กิโลกรัม เดี๋ยวนี้เลี้ยงด้วยอาหารที่กลุ่มผสมเอง ก็ได้หมูหนัก 100 กิโลกรัมเหมือนกัน”

ปัจจุบันกลุ่มจะผลิตอาหารจำหน่ายต่อเมื่อมีลูกค้าสั่ง อาหารหมูของกลุ่มจึงมีความสดใหม่ แต่ไม่สามารถเก็บไว้เป็นเวลานานเนื่องจากไม่ได้อบแห้งและอัดเม็ดแบบที่บริษัทใหญ่ๆ ผลิตออกจำหน่าย ผู้เลี้ยงหมูสามารถนำอาหารหมูแบบผงที่กลุ่มผลิตขึ้นนี้ไปใช้เลี้ยงหมูได้เลย โดยกลุ่มผลิตอาหารสำหรับหมู 4 ช่วงวัย คือ หมูเลียราง หมูเล็ก หมูรุ่น และหมูใหญ่ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปผสมกับผักบุ้ง หยวกกล้วย หรือรำ ก็จะช่วยให้หมูมีสุขภาพดี  กลุ่มสามารถจำหน่ายอาหารหมูได้เดือนละ 20,000 กว่าบาท ต้นทุนการผลิตประมาณ 15,000 บาท กำไรประมาณ 5,000 บาท ทางกลุ่มนำผลกำไรมาใช้ซื้อวัตถุดิบในการผลิต

การผลิตอาหารหมูของกลุ่มเลี้ยงหมูบ้านหนองลันราษฎร์บำรุง ไม่เพียงแต่มีเจตนาจะผลิตอาหารหมูและจำหน่ายเท่านั้น ทว่ายังเปิดเป็นกลุ่มสาธิตด้วย  นางสายหยุดกล่าวว่า “มีชาวบ้านจากที่อื่นมาเรียนรู้และดูงานเรื่องการผสมอาหารหมู รวมทั้งขอสูตรอาหาร ก็ทำให้พวกรารู้สึกภูมิใจที่เราสามารถทำได้สำเร็จ และที่เราไม่ท้อถอย เราคิดว่ายังไงก็ต้องสู้ ช่วงนี้วัตถุดิบราคาขึ้นทุกอย่าง เราก็ขึ้นราคาขายนิดหน่อย เพราะราคาเดิมทำไม่ได้ มันขาดทุน แต่ราคาของเราก็ยังต่ำกว่าท้องตลาด”

นอกจากไม่ท้อถอยแล้ว กลุ่มยังคิดถึงเรื่องการพัฒนางานของตนด้วย “เราจะมีการปรับปรุงเรื่องสูตรอาหารอีก เราได้สูตรอาหารจากวิทยาลัยเกษตรกรรมด่านช้างมาใหม่ ก็จะนำมาปรับปรุงสูตรของเราด้วย” นางอนงค์นาฏเน้นย้ำในตอนท้าย