หน้าหลัก
________________________________________________________________________________________________________________

1 มีนาคม 2556

เพิ่มขีดความสามารถสาวน้อยเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ (read in english)

ลมพัดเมฆก้อนใหญ่ลอยมาบังดวงอาทิตย์ จนโรงเรียนหลบอยู่ในเงาเมฆ แต่ไม่นานลมก็พัดพาเมฆก้อนนั้นจากไป แสงแดดสาดส่องโรงเรียนตามเดิม เด็กนักเรียนกลุ่มหนึ่งพึ่งพาร่มเงาใต้ต้นจามจุรีในวันที่แดดร้อนเช่นนี้

วันนี้เป็นวันที่เด็กนักเรียนห้อง ป.3/2 ได้พบกับคุณครูภาษาอังกฤษคนใหม่ ในคาบเรียนวิชาภาษาอังกฤษตอนบ่าย เป็นวิชาที่เด็กๆ ทุกคนเฝ้าคอยว่าคุณครูคนใหม่จะเป็นอย่างไร เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เด็กหญิงสายฝน คิดเหม่อลอย

เด็กชายไอซ์ สายของเด็กชายแท๊กเตอร์รายงานมาว่า “ครูคนใหม่มาแล้ว ครูคนใหม่มาแล้ว”

เพียงฉับพลัน ห้องเรียนที่จอแจและวุ่นวายเหมือนนกกระจอกแตกรังก็เงียบเรียบร้อยลงทันใด เสียงรองเท้ากระทบพื้นดังขึ้นเรื่อยๆ แล้วครูคนใหม่ก็มา

“ห้อง ป. 3/2 ใช่ไหมคะ” นักเรียนที่นั่งแถวหน้าพยักหน้าตอบ คุณครูเอาหนังสือวางลงบนโต๊ะครูหน้าห้อง เด็กๆ มองตามเป็นตาเดียว คุณครูคนใหม่ดูอายุน้อยกว่าครูผู้หญิงทุกคนในโรงเรียน เท่าที่สายฝนมองดูด้วยสายตา คุณครูสวมชุดลูกเสือเหมือนกับครูคนอื่นๆ ตามปกติในวันอังคาร คือเสื้อคอเชิ้ตแขนสั้นสีกากีมีผ้าพันคอสีชมพูสลับสีน้ำเงิน กับกระโปรงสีกากียาวคลุมเข่า

คุณครูไว้ผมยาวถึงกลางหลัง รวบผมเอาไว้อย่างเรียบร้อยติดโบว์อันใหญ่สีดำลายดอกไม้ชมพูน่ารัก แก้มขาวเนียนละเอียดปนสีชมพูอ่อนๆ ดวงตากลมโตคู่นั้นก็แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนและความเป็นมิตร แล้วรอยยิ้มหวานๆ ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้างามนั่น

“สวัสดีนักเรียนทุกคนนะคะ ครูจะมาเป็นครูภาษาอังกฤษคนใหม่ของพวกเรา ครูขอแนะนำตัวนะคะ ครูชื่อแสงหล้า นันเทพพงค์ เรียกว่าครูหล้าก็ได้” คุณครูหันไปหยิบชอลค์แล้วเขียนชื่อไว้ที่กระดานดำ

“ชั่วโมงเรียนวันนี้มีฝึกตั้งคำถามและตอบคำถาม ครูหล้าฝึกให้พวกเรามีความกล้า แท๊กเตอร์ถูกเรียกออกมาอ่านหน้าชั้น พวกเราทั้งขำทั้งสนุกมาก” สายฝน อมยิ้มอย่างมีความสุข

“ฉันรักภาษาอังกฤษเพราะฉันชอบที่จะอ่านและเขียนถึงผู้อุปการะของฉัน” แสงหล้าพูดเกริ่นนำ เมื่อเริ่มต้นบทสนทนา

“ดีใจมาก รู้ว่ายังมีคนอีกคนที่ใส่ใจและดูแลเรา” เธอเล่าความรู้สึกเมื่อได้รับการ์ดอวยพรคริสต์มาสจากผู้อุปการะเป็นครั้งแรก และได้รับทุกปีเรื่อยมา เธอจดจำถ้อยคำในการ์ดได้ทั้งหมด

สุคำ พ่อ และจันทร์สวย แม่ของแสงหล้า รับจ้างทำนา รายได้วันละ 120 บาท (ประมาณ 3.5 ดอลลาร์สหรัฐ) ไม่เพียงพอค่าอาหารสำหรับครอบครัวซึ่งมีทั้งหมด 4 คน แสงหล้ามีพี่สาวอายุมากกว่าเธอ 6 ปีหนึ่งคน ความยากจนและหนี้สินทำให้พวกเขาทะเลาะกันบ่อย ซ้ำร้าย พ่อของพวกเขาตกงานมาเป็นเวลานาน พี่สาวของเธอต้องลาออกจากโรงเรียนเมื่อจบประถมปีที่ 6 แสงหล้านอนฝันร้ายทุกคืน กลัวที่จะต้องลาออกจากโรงเรียนเช่นเดียวกับพี่สาว เธอร้องไห้และไม่สามารถหยุดร้องไห้ เธอรักที่จะไปโรงเรียนทุกวัน แสงหล้าคิดช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว จึงหาเงินค่าดินสอ สมุด ไม้บรรทัด และยางลบ โดยเป็นลูกมือทำขนมปังชนิดต่างๆ ที่ร้านใกล้บ้าน ได้เงินสัปดาห์ละ 105 บาท (ประมาณ 3 ดอลลาร์สหรัฐ)

แสงหล้าได้เข้าร่วมโครงการอุปการะเด็กเมื่อเรียนชั้นประถม ไม่เพียงแต่เครื่องแบบนักเรียน รองเท้า อุปกรณ์การเรียน เธอและครอบครัวยังได้ร่วมค่ายซึ่งโครงการฯ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี แสงหล้ารู้สึกมีความสุขมากขึ้นเมื่อครอบครัวขัดแย้งกันน้อยลง เป็นผลลัพธ์ที่โครงการคาดหวังให้ครอบครัวเด็กในความอุปการะมีความเข้าใจกัน ร่วมกันสร้างความอบอุ่นให้แก่เด็ก และแสงหล้าก็ได้สัมผัสความอบอุ่นนั้นอีกครั้งหนึ่ง ครอบครัวยังได้รับไก่เนื้อมาเลี้ยงจำนวนหนึ่ง ครอบครัวได้เลี้ยงขยายพันธุ์ต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ ครั้งล่าสุด ครอบครัวได้ยืมทุนหมุนเวียนประกอบอาชีพจากกองทุนทำนาซึ่งโครงการฯ ได้เริ่มไว้ในหมู่บ้านของเธอ

แสงหล้ามีผลการเรียนที่ดีสม่ำเสมอ เธอเป็นเด็กในความอุปการะที่เป็นแบบอย่างในการเรียนดีให้แก่รุ่นน้องในโครงการแม่สาย ด้วยการช่วยเหลือจากศุภนิมิต แสงหล้าสามารถไปโรงเรียนทุกวันและเรียนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยาเขตพะเยา เธอกำลังจะเข้ารับพระราชทานปริญญาศิลปศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ ของเธอในเร็วๆ นี้ โครงการอุปการะเด็กได้เปลี่ยนชีวิตของเธออย่างแท้จริง โดยเพิ่มขีดความสามารถให้แสงหล้าเป็นครูได้สำเร็จ

“ถ้าเราไม่ได้มีความรู้ เราไม่สามารถทำอะไรประสบความสำเร็จ การศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญมากและมันเพิ่มขีดความสามารถและโอกาสให้กับเรา” แสงหล้า พูดอย่างไตร่ตรอง

ปัจจุบัน แสงหล้า นันเทพพงค์ รับผิดชอบสอนภาษาอังกฤษแก่เด็กชั้นประถม 3 จำนวน 185 คนของโรงเรียนมานิตวิทยา โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย เธอมีความสุขมากในการทำสิ่งที่ฝันมาแต่เด็ก

“ฝันตั้งแต่เด็กๆ ว่าอยากจะเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ แล้วก็ได้เป็น” แสงหล้า พูดปนหัวเราะ “เป็นครูเหนื่อย แต่สนุกดี ชอบเด็กๆ คะพวกเขาไร้เดียงสา และต้องการเรียนรู้วิชามากมายจากครูที่เอาใจใส่และรักพวกเขา” เธอเล่าให้ฟังว่า

เมื่อครั้งนั้นเธอได้รับจดหมายจากผู้อุปการะเป็นภาษาอังกฤษ เธออยากเขียนบอกขอบคุณสำหรับความเมตตาเอาใจใส่ แต่เธอเขียนและอ่านภาษาอังกฤษไม่ได้ ต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ศุภนิมิตฯ ช่วยแปลเอกสารให้ เด็กหญิงจึงตั้งปณิธานว่าสักวันจะเขียนจดหมายเป็นภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง วันนั้นก็มาถึงและเป็นจริง ความรักในภาษาอังกฤษก่อเป็นรูปร่างขึ้นในใจเธอจนถึงวันนี้ วันที่เธอพร้อมสร้างครูสอนภาษาอังกฤษรุ่นต่อไป