หน้าหลัก

9 พฤษภาคม 2562

ศุภนิมิตฯ หยุดวัณโรค ยุติเอดส์ (Read in English)


นอกเหนือจากดำเนินงานเพื่อส่งเสริมความอยู่ดีมีสุขแก่เด็ก ครอบครัว และชุมชนแล้ว มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ยังมีการดำเนินงาน โครงการยุติปัญหาวัณโรค และเอดส์ โดยได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนโลก ในการส่งเสริมด้านสุขภาพ เพื่อการควบคุม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาวัณโรค และเอดส์ ซึ่งเป็นโรคติดต่อสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก ครอบครัว และชุมชน


ทั้งนี้ โครงการยุติปัญหาวัณโรค และเอดส์ โดยมูลนิธิศุภนิมิตฯ มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายหลัก คือกลุ่มประชากรข้ามชาติ ทั้งเมียนมาร์ กัมพูชา ลาว และกลุ่มประชากรไร้สัญชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงในการป่วยจากวัณโรค และโรคเอดส์ มีพื้นที่ดำเนินงานทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดสำคัญที่มีชุมชนแรงงานข้ามชาติอยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก ได้แก่ จังหวัดตาก ปทุมธานี ระนอง และภูเก็ต โดยการดำเนินงานจะมีทั้งการเฝ้าระวังและลดการติดต่อ โดยส่งเสริมกลุ่มประชากรข้ามชาติให้ได้รับการตรวจคัดกรองหาเชื้อวัณโรค และการติดเชื้อเอชไอวีเอดส์ เพื่อนำผู้ติดเชื้อเข้าสู่การรักษาพยาบาล อันจะเป็นการป้องกันการแพร่กระจายของโรคสู่ชุมชน และการดำเนินงานด้าน การรณรงค์และส่งเสริมความรู้ สร้างความตระหนักให้กับกลุ่มประชากรข้ามชาติ ในการดูแลรักษาสุขภาพไม่ให้เจ็บป่วย การสังเกตอาการทั้งของตนเอง บุคคลในครอบครัว และบุคคลอื่นๆ ที่อาจมีอาการป่วยจากวัณโรค หรือโรคเอดส์ เพื่อให้ผู้ที่อาจมีความเสี่ยงไปตรวจคัดกรอง หรือเข้าสู่การรักษาพยาบาลต่อไป


สำหรับผู้ป่วยวัณโรคประชากรข้ามชาติที่ไม่มีสิทธิประกันสุขภาพ และมีฐานะยากไร้ด้อยโอกาส มูลนิธิศุภนิมิตฯ จะสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจวินิจฉัย การรักษาพยาบาล ตลอดจนติดตามการกำกับการกินยา ตามผลการรักษาจนกระทั่งหายจากการป่วย ซึ่งต้องใช้เวลาตั้งแต่ 6-8 เดือน หรือในกรณีที่ผู้ป่วยที่เป็นประชากรข้ามชาติมีความประสงค์ มีความจำเป็น หรือต้องการเดินทางกลับประเทศของตนในระหว่างการรักษาพยาบาล มูลนิธิศุภนิมิตฯ จะดำเนินการติดต่อประสานงานกับโรงพยาบาลในประเทศนั้นๆ เพื่อส่งต่อ ให้โรงพยาบาลรับผู้ป่วยเข้าสู่การรักษาพยาบาลจนกว่าจะหายเป็นปกติต่อไป


“วัณโรคและโรคเอดส์ยังคงเป็นปัญหาด้านสุขภาพที่สำคัญสำหรับประเทศไทย และยังคงมีความชุกของโรคในจำนวนที่น่าเป็นกังวล โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรข้ามชาติที่ปัจจุบันเราปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มประชากรที่มีอยู่ในประเทศไทยเพิ่มจำนวนมากขึ้น และส่วนใหญ่ก็จะเข้าไม่ถึงสิทธิในการรักษาพยาบาล ทั้งด้วยไม่มีความรู้ และด้วยเหตุผลด้านสิทธิ์ต่างๆ จากการดำเนินงานโครงการยุติปัญหาวัณโรคและเอดส์ โดยมูลนิธิศุภนิมิตฯ ใน 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2558 – 2560) ประชากรข้ามชาติและชุมชนที่ยากไร้จำนวน 61,320 คน ได้รับการตรวจคัดกรองวัณโรค พบผู้ป่วยวัณโรคจำนวน 341 คน ซึ่งโครงการฯ ได้ดูแลผู้ป่วยทุกรายเข้าสู่กระบวนการรักษา การกำกับการกินยา โดยมีอัตราสำเร็จของการรักษาร้อยละ 87 นอกจากนี้ โครงการยุติปัญหาวัณโรค และเอดส์ ยังมีการส่งเสริมให้ความรู้เรื่องวัณโรค เอชไอวี/เอดส์ ในการดูแลตนเอง และการเฝ้าระวังป้องกันการติดต่อการแพร่กระจาย ให้แก่กลุ่มประชากรข้ามชาติ การค้นหา คัดเลือกอาสาสมัครมาร่วมดำเนินงาน อีกกว่า 100,000 คน มีการตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีในกลุ่มเสี่ยงจำนวนกว่า 6,000 คน พบผู้ติดเชื้อ 124 ราย ที่ทางมูลนิธิฯ ผลักดันให้ได้รับยาต้านไวรัสได้เพียงร้อยละ 44 เท่านั้น ด้วยหลายปัจจัย ซึ่งการดำเนินงานทั้งงานด้านวัณโรคและโรคเอดส์ จะดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ เครือข่ายประชาชน และเครือข่ายประชากรข้ามชาติด้วย ปัจจุบันมูลนิธิศุภนิมิตฯ ยังคงได้รับงบประมาณจากกองทุนโลก ดำเนินงานโครงการยุติปัญหาวัณโรคและเอดส์ ต่อเนื่องจนถึงปี 2563 ใน 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย ตาก กรุงเทพมหานคร ระนอง และภูเก็ต โดยในปี 2561 มีการคัดกรองผู้มีอาการสงสัยป่วยวัณโรคในกลุ่มประชากรข้ามชาติแล้วจำนวน 31,616 คน พบผู้ป่วยวัณโรค จำนวน 272 ราย รวมจำนวนที่ได้รับการส่งต่อจากโรงพยาบาลร่วมด้วย และทุกรายได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง” คุณจินตนา ธรรมสุวรรณ ผู้จัดการแผนกรับทุนกองทุนโลก มูลนิธิศุภนิมิตฯ ผู้ดูแลและขับเคลื่อนโครงการยุติปัญหาวัณโรคและเอดส์ เล่าถึงผลการดำเนินงานโครงการฯ


Full Photo

Full Photo

Full Photo

Full Photo


สำหรับในพื้นที่กรุงเทพฯ คุณจินตนา เพิ่มเติมผลการดำเนินงานว่า “เราพบประชากรข้ามชาติที่เป็นผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ถึง 106 ราย ปี 2561 จำนวน 104 คน และปี 2562 จำนวน 52 คน ซึ่งมูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้นำผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการดูแลรักษา การติดตามกำกับการกินยาอย่างต่อเนื่อง และมีการติดตามผลการรักษา รวมถึงการดูแล ให้ความรู้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการติดต่อไปสู่ครอบครัว และคนอื่นๆ ที่อยู่ในชุมชนของเขาด้วย ส่วนผลการรักษาพยาบาลนั้น จากผู้ป่วยประชากรข้ามชาติที่เราพบเฉพาะในกรุงเทพฯ ปัจจุบันกว่าร้อยละ 25 หรือประมาณ 37 คน ได้รับการรักษาจนหายเป็นปกติแล้ว”


วัณโรค และโรคเอดส์ แม้จะเป็นโรคติดต่อที่ยังคงเป็นปัญหาสำคัญในประเทศไทย แต่หากสามารถตรวจพบ นำเข้าสู่การรักษาพยาบาล และตระหนักรู้ถึงการดูแลป้องกันตนเองไม่ให้ไปแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น ก็จะสามารถป้องกัน และอยู่ร่วมกันได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ จะต้องมีความรู้ความเข้าใจต่อโรค และมีความรู้ในการดูแลและป้องกันตนเองอย่างเพียงพอ “อย่างวัณโรค การป้องกันตนเองและป้องกันผู้อื่นด้วยวิธีที่ง่ายที่สุดคือ การสวมใส่หน้ากากอนามัย เวลาที่เราไอหรือจาม ละอองเสมหะจากตัวเรา ก็จะไม่กระจายไปสู่ผู้อื่น หน้ากากอนามัยยังป้องกันเราจากละอองเสมหะที่อาจจะมีเชื้อโรคอื่นๆ จากผู้อื่น ไม่ให้เข้าสู่ร่างกายของเราด้วยค่ะ การรักษามีความสำคัญ แต่การป้องกันตนเอง ทั้งการดูแลสุขภาพ และการตระหนักรู้ในการเฝ้าระวังป้องกันตนเองจากความเสี่ยงต่อการติดต่อโรคได้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน” คุณจินตนา กล่าวในตอนท้าย