หน้าหลัก

30 เมษายน 2562

เพื่อนร่วมทาง (Read in English)


หากจะนำวลีฮิต “เคมีตรงกัน” ที่คนกำลังตกอยู่ในความรักมักใช้เป็นเหตุผลของการปิ๊งกันมาสรุปว่าทำไม จันทร์ทิพย์ สุเมธ หรือ จ๊ะอี๊ด (จ๊ะ หมายถึง พี่สาวสำหรับคนมุสลิม) อาสาสมัครโครงการพัฒนาฯ ตะกั่วป่าจึงเป็นเพื่อนร่วมทางกับมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยมากว่า 10 ปีก็ไม่น่าเกินเลยเพราะคำตอบที่เธอบอกด้วยรอยยิ้มมีนัยของความรู้สึกที่ดีต่อกันและกัน


“ได้มีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือผู้อื่น ได้บุญ ได้เพื่อน มีความผูกพัน”


จ๊ะอี๊ดและมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยโคจรมารู้จักกันเมื่อโครงการพัฒนาฯ ตะกั่วป่าเข้าไปดำเนินงานในชุมชนที่เธออาศัยอยู่ เธอเล่าความทรงจำในวันนั้นว่า “จ๊ะเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านค่ะจูน (นิจิตรา วรรณจันทร์ ผู้จัดการโครงการพ้ฒนาฯ ตะกั่วป่า) มาขอให้ช่วยเป็นอาสาฯ ทำหน้าที่ประสานงานช่วยงานโครงการอุปการะเด็ก และงานพัฒนาอื่นๆ”


ความจริงจ๊ะอี๊ดมีภาระหน้าที่ล้นมือเพราะนอกจากสองหน้าที่ที่เธอได้พูดถึงและความรับผิดชอบหลักในฐานะภรรยาที่ต้องช่วยสามีกรีดยางตลอดจนดูแลงานบ้านและลูกแล้ว เธอยังเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน กรรมการหมู่บ้าน และกรรมการกองทุนหมู่บ้าน แต่ด้วยเป็นคนมีจิตอาสาจึงไม่ปฏิเสธและทำเต็มร้อย


“จ๊ะช่วยแจกของให้เด็ก ช่วยพาเด็กไปค่าย ลูกเห็นบ่อย ก็บอกว่าขอเป็นเด็กมูลนิธิศุภนิมิตฯ ด้วยได้มั้ย อยากไปค่าย จ๊ะบอกว่าไม่ได้ ตอนนั้นคิดว่าต้องเป็นเด็กกำพร้าหรือเด็กที่ครอบครัวแตกแยกเท่านั้น”


อย่างไรก็ตามเมื่อโครงการพัฒนาฯ ตะกั่วป่าได้พิจารณาแล้วลูกสาวสองคนสามารถเข้าข่ายเป็นเด็กในโครงการอุปการะเด็กของมูลนิธิศุภนิมิตฯ เนื่องจากฐานะครอบครัวยากจน และการได้เป็นครอบครัวของเด็กในความอุปการะทำให้ครอบครัวนี้ได้รับการสนับสนุนให้มีรายได้เสริมด้วยการเลี้ยงแพะพร้อมกับอีก 10 ครอบครัวของเด็กในความอุปการะอื่นๆ ในชุมชนและมีการจัดตั้งกลุ่มเลี้ยงแพะขึ้น


“จ๊ะได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้ากลุ่มค่ะ” จ๊ะอี๊ดเท้าความด้วยรอยยิ้ม “เราไม่เคยเลี้ยงแพะมาก่อน มูลนิธิศุภนิมิตฯ เริ่มจากจัดอบรมการเลี้ยงแพะให้ก่อนเลยค่ะ เราเรียนรู้เรื่องสายพันธุ์ การให้อาหารและการทำอาหาร การสร้างโรงเรือน แล้วได้มีโอกาสทำงานร่วมกับปศุสัตว์ทำให้ได้ความรู้เพิ่มขึ้น”


Full Photo

Full Photo

Full Photo

Full Photo


ต่อจากนั้นกลุ่มฯ ได้รับการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์สำหรับสร้างโรงเรือนและแพะตัวผู้ตัวเมียอย่างละตัวเพื่อให้ฝึกทักษะการเลี้ยงแพะจากประสบการณ์จริง


“โรงเรือนสร้างข้างบ้านจ๊ะแล้วให้สมาชิกมาช่วยกันเลี้ยง สามปีแรกราคาแพะดีมาก กิโลละ 200 บาท พอเห็นรถมาจอดหน้าบ้านจ๊ะรู้ทันทีเลยว่าเขามาหาซื้อแพะ เป็นอาชีพเสริมที่ดีมากค่ะเพราะเรามีอาชีพกรีดยางไม่มีรายได้ตลอดทั้งปี” จ๊ะอี๊ดเล่า


กลุ่มฯ ได้เลี้ยงแพะจนสมาชิกทุกคนมีความชำนาญ ทว่าราคาแพะเริ่มตกทำให้มีการแยกย้ายไปเลี้ยงเองและบางคนก็หยุดเลี้ยง แต่จ๊ะอี๊ดคงยืนหยัดเลี้ยงแพะมาตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้

.

เธอบอกเหตุผลว่า “มันเป็นสัญญาใจกับมูลนิธิศุภนิมิตฯ ว่าเราจะต่อยอด จ๊ะก็เลี้ยงมาเรื่อยๆ แต่ไม่มากเหมือนแต่ก่อน ตอนนี้มีแพะตัวเมีย 4 ตัว ตัวผู้ 2 ตัว ว่าไปแล้วยังคงเป็นรายได้เสริมให้เราได้นะ โดยเฉพาะกรณีที่เราต้องการใช้เงินฉุกเฉิน” และวกมาพูดถึงการได้ร่วมงานกับมูลนิธิศุภนิมิตฯ จนถึงวันนี้ว่า “ยิ่งทำนานก็ยิ่งเห็นเด็กด้อยโอกาสได้รับความช่วยเหลือ ได้เข้าค่ายพัฒนา เด็กที่เรียนไม่เก่งก็เรียนดีขึ้น จ๊ะทำงานตรงนี้เท่ากับได้บุญไปด้วย”