หน้าหลัก

11 เมษายน 2562

ศุภนิมิตฯ เสริมศักยภาพ รพ.สต. เพื่อการดูแลและพัฒนาเด็กแรกเกิดถึงสามปี (Read in English)


มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย พัฒนาความอยู่ดีมีสุขของเด็ก โดยเฉพาะเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 3 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่เด็กมีพัฒนาการในด้านต่างๆ รวดเร็วที่สุด โดยได้นำ โครงการเสริมสร้างศักยภาพเครือข่ายเพื่อการดูแลและพัฒนาเด็กแรกเกิดถึงสามปี (Go Baby Go Parenting Program) มาทำงานประสานคู่กับการดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุข ช่วยเสริมสร้างศักยภาพและลดภาระงานทำให้เหล่าคุณหมอในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล ซึ่งเป็นหน่วยบริการด้านสาธารณสุขที่ใกล้ตัวชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกลมากที่สุด ให้มีเวลาในการทำงานด้านคลินิกได้มากขึ้นในปีที่ผ่านมา


การดำเนินงานโครงการเสริมสร้างศักยภาพเครือข่ายเพื่อการดูแลและพัฒนาการเด็กแรกเกิดถึงสามปี โดยมูลนิธิศุภนิมิตฯ มีเป้าหมายในการช่วยสนับสนุนการเจริญเติบโตและพัฒนาการเด็กในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญต่อพัฒนาการและสุขภาพระยะยาว โดยมูลนิธิศุภนิมิตฯ นำหลักสูตรการเลี้ยงดูเด็กแบบองค์รวม 5 ด้าน ได้แก่ 1) การดูแลด้านโภชนาการ 2) การตอบสนองต่อการเลี้ยงดู 3) การดูแลด้านสุขภาพ 4) การเรียนรู้เบื้องต้น และ 5) ความมั่นคงและความปลอดภัย มาถ่ายทอดสู่พ่อแม่ ผู้ปกครอง และทุกคนในชุมชน เพื่อสร้างความรู้ เสริมทักษะและเทคนิคในการปรับปรุงการเลี้ยงดูเด็ก ให้พ่อแม่ ผู้ดูแลเด็กเข้าใจถึงความเชื่อมโยงระหว่างด้านการเจริญเติบโต สุขภาพและโภชนาการ การป้องกัน และการพัฒนาเพื่อส่งเสริมด้านสติปัญญา อารมณ์ และสังคม ทั้งนี้ มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้จัดอบรบความรู้ Go Baby Go ให้แก่อาสาสมัครสาธารณสุขเพื่อให้เป็นวิทยากรผู้เอื้อกระบวนการนำความรู้ไปขยายผลต่อสู่พ่อแม่ ผู้ปกครอง และทุกคนในชุมชน ให้มีข้อมูล มีความรู้ และสามารถดูแลเลี้ยงดูลูกน้อยได้อย่างเหมาะสมไปด้วยกัน


นางสาวสาวิตรี โสภะ หรือ หมอแอม นักวิชาการสาธารณสุข รพ.สต.ตำบลหัวเมือง คณะกรรมการเครือข่ายทำงานส่งเสริมความอยู่ดีมีสุขของเด็กโดยมูลนิธิศุภนิมิตฯ โครงการพัฒนาฯ เมืองปาน จังหวัดลำปาง พูดถึงการดำเนินงานของเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ตามโครงการฯ การเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดถึงสามปีซึ่งเป็นผู้เอื้อกระบวนการส่งเสริมพัฒนาการเด็กเล็กที่บ้านว่า “หลังจากได้ทำกระบวนการกลุ่มอบรมฯ แล้ว อสม.ที่เป็นผู้ปกครองเด็กบางคนสามารถเป็นผู้เอื้อกระบวนการได้ก็เลยย้ายกิจกรรมจากที่ รพสต. มาไว้ที่บ้าน ซึ่งดีกว่าเพราะใกล้และสะดวกกับกลุ่มเป้าหมาย เด็กๆ ก็เล่นกันอยู่แล้วที่บ้าน แค่ใส่เครื่องมือในการเล่นให้มันเกิดประโยชน์ เป็นเรื่องส่งเสริมพัฒนาการเด็ก”


นอกจากนี้ คุณหมอแอม ยังสะท้อนถึงโครงการฯ การเลี้ยงดูเด็กฯ ของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ว่า “ลดภาระงานทางคลินิกได้เยอะเลยค่ะ คือเรื่องการติดตามพัฒนาการ มันเป็นส่วนหนึ่งในงานคลินิกที่ส่วนใหญ่มันก็จะเวิร์คโหลด” หมอแอม อธิบายต่อว่า


Full Photo

Full Photo

Full Photo

Full Photo

Full Photo

Full Photo


“ในวันที่เด็กๆ เดินเข้ามาในคลินิกพัฒนาการ เด็กๆ ที่ประเมินแล้วไม่ผ่านเราต้องติดตามทุก 30 วัน วันที่ 1-30 เด็กต้องได้รับการกระตุ้นพัฒนาการ นี่เป็นงานปัจจุบันที่ต้องทำ พ่อแม่ต้องช่วยกระตุ้นรวมถึงเจ้าหน้าที่สาธารณสุขต้องช่วยกระตุ้นด้วย ครบ 30 วันเราก็มาประเมินอีก ถ้าไม่ผ่านอีก คือเด็กต้องถูกส่งตัวไปที่โรงพยาบาลประจำอำเภอ ถ้าโรงพยาบาลประจำอำเภอประเมินแล้วยังไม่ผ่านอีก เด็กต้องถูกส่งไปพบหมอจิตเวชเด็กที่โรงพยาบาลศูนย์ค่ะ เพราะฉะนั้นถ้า อสม. หรือผู้ปกครองมีความรู้และสามารถนำความรู้ไปปรับใช้เพื่อกระตุ้นพัฒนาการของเด็กๆ ได้อย่างถูกต้องแล้ว ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เด็กสามารถที่จะมีพัฒนาดีขึ้นหรือสมวัยหลัง การติดตามพัฒนาการ 30 วันก็มีโอกาสที่จะดีขึ้น มันก็จะลดการส่งต่อขึ้นไป เราก็ไม่ต้องออกมาให้พ่อแม่กระตุ้นเพราะว่าเรามี อสม.ที่ผ่านกระบวนการอบรมจากโครงการฯ การเลี้ยงดูเด็กฯ ของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ช่วยเราติดตามตรงนี้ให้”


นอกจากโครงการฯ การเลี้ยงดูเด็ก จะช่วยแก้ไขปัญหาด้านพัฒนาการของเด็กเล็กๆ แล้ว ยังมีส่วนในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กอีกด้วย “ตั้งแต่มีการอบรมความรู้ให้ อสม. และมีการนำความรู้ไปถ่ายทอดต่อสู่พ่อแม่ เด็กเล็กๆ ที่มาตรวจในคลินิกพัฒนาการ ตรวจครั้งแรกเด็กมีผลพัฒนาการสมวัยเลย เพราะเด็กๆ ได้รับการดูแลและส่งเสริมพัฒนาการมาจากที่บ้านแล้ว ซึ่งจะเห็นได้ว่าความรู้จากโครงการฯ มีผลดีต่อเด็กเล็กและต่อพ่อแม่จริงๆ ส่วนการทำงานของ รพสต. เมื่อเด็กมีพัฒนาการสมวัย เราก็สามารถทำงานในด้านการกระตุ้นพัฒนาการช่วงวัยต่อไปได้เลย อันนี้เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยลดภาระงานทางคลินิกลงไปได้ด้วยค่ะ” หมอแอมเล่าเพิ่มเติม


“อยากขอบคุณสำหรับโครงการฯ การเลี้ยงดูเด็กของมูลนิธิศุภนิมิตฯ โครงการดีๆ แบบนี้ทำให้เรามีตัวช่วยมีเครื่องมือในการมาทำงานในชุมชนมากขึ้น เด็กๆ เข้าถึงมากขึ้น มีการแชร์ประสบการณ์ มันได้ประสบการณ์และความรู้หลายอย่าง ในหลักสูตรจะเน้นเรื่องความอ่อนไหว ความรู้สึก และการตอบสนอง มีการฟังเสียงเด็ก อย่างคุณแม่มือใหม่ ได้รับความรู้ว่าเด็กร้องไห้แบบนี้ต้องการอะไรก็สามารถตอบสนองเด็กได้เหมาะสม ขอบคุณค่ะ” หมอแอม ปิดท้ายด้วยรอยยิ้ม