ทุกคนควรมีตัวตน
นายสุมิตร วอพะพอ เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญงานพัฒนาสถานะบุคคล มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย
“แม้เราอาจไม่สามารถคืนสิทธิให้กับทุกคนได้ แต่การคืนสิทธิให้คนเพียงหนึ่งคน อาจเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล และนั่นคือเหตุผลที่ผมยังคงทำงานนี้ในทุกวัน”
เมื่อผมเข้าใจความหมายของคำว่า ‘ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง’
ผมเกิดและเติบโตในครอบครัวชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในพื้นที่ห่างไกลของจังหวัดเชียงใหม่ ชีวิตในวัยเด็กทำให้ผมสัมผัสกับความเหลื่อมล้ำอย่างใกล้ชิด หลายครั้งโอกาสทางการศึกษา การเข้าถึงบริการพื้นฐาน หรือแม้แต่การได้รับการยอมรับจากสังคม ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมสำหรับทุกคน
เพื่อรักษาโอกาสทางการศึกษาเอาไว้ ผมตัดสินใจบวชเป็นสามเณร แม้จะเติบโตมาในครอบครัวคริสเตียนก็ตาม การตัดสินใจในครั้งนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ผมเชื่อว่าการศึกษาเป็นกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคนคนหนึ่งได้
หลังจากลาสิกขา ผมศึกษาต่อจนสำเร็จการศึกษาในสายอาชีพ ก่อนค้นพบว่าหัวใจของตนเองอยู่บนเส้นทางการศึกษาและการพัฒนาผู้คน จึงตัดสินใจศึกษาด้านครุศาสตร์และประกอบอาชีพครู ต่อมาก็มาทำงานด้านสิทธิมนุษยชน และได้ศึกษาต่อด้านคณะนิติศาสตร์ ก่อนจะทำงานด้านสิทธิสถานะบุคคลและสิทธิจนถึงปัจจุบัน
ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเข้าใจความรู้สึกของผู้คนที่ถูกมองข้าม และกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญในการทำงานเพื่อผู้อื่นมาจนถึงปัจจุบันยังคงทำงานด้านนี้
ตลอดเวลาที่ทำงานในพื้นที่ชายแดนและท่ามกลางชุมชนชาติพันธุ์ ผมพบเด็กจำนวนมากที่เกิดในประเทศไทยแต่ไม่มีเอกสารแสดงตัวตน ไม่มีสถานะทางทะเบียน และไม่สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้
เด็กเหล่านี้ไม่ได้ขาดศักยภาพ ไม่ได้ขาดความฝัน และไม่ได้แตกต่างจากเด็กคนอื่น สิ่งที่พวกเขาขาดคือ ‘การได้รับการรับรองสถานะที่ถูกต้องตามกฎหมาย’
สำหรับผม นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาทางกฎหมาย แต่เป็นประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน เพราะเมื่อเด็กคนหนึ่งไม่มีตัวตนในระบบทะเบียนราษฎร โอกาสสำคัญในชีวิตก็ถูกปิดกั้นตามไปด้วย
จุดเปลี่ยนของชีวิต เมื่อความถูกต้องต้องแลกด้วยความกล้า
ช่วงหนึ่งของชีวิต ผมต้องเผชิญเหตุการณ์ที่เปลี่ยนเส้นทางการทำงานไปตลอดกาล
พี่เขยของผม ซึ่งเป็นผู้นำชุมชนและทำงานต่อต้านยาเสพติด ถูกสังหารในช่วงนโยบายสงครามยาเสพติด ผมจึงเลือกยืนหยัดในฐานะพยานเพื่อบอกเล่าความจริง และสนับสนุนให้กระบวนการยุติธรรมได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง
ผลที่ตามมาคือการถูกคุกคามและข่มขู่ฆ่า ในเวลานั้นผมต้องตัดสินใจว่าจะรักษาความปลอดภัยในอาชีพการงานของตนเอง หรือจะยืนหยัดอยู่ข้างความถูกต้อง ผมเลือกอย่างหลัง ประสบการณ์ครั้งนั้นไม่เพียงเปลี่ยนอาชีพของผม แต่ยังเปลี่ยนมุมมองต่อภาวะผู้นำไปตลอดชีวิต เพราะผมเชื่อว่าผู้นำที่แท้จริงต้องกล้าปกป้องสิ่งที่ถูกต้อง แม้ต้องเผชิญความเสี่ยงด้วยตนเองก็ตาม
บทเรียนจากภาคสนาม: ความยุติธรรมไม่ได้อยู่ในศาลเพียงอย่างเดียว
การทำงานร่วมกับชุมชนชาติพันธุ์และกลุ่มเปราะบางในหลายพื้นที่ ทำให้ผมเห็นว่าความยุติธรรมไม่ได้เกิดขึ้นจากคำพิพากษาของศาลเพียงอย่างเดียว แต่ความยุติธรรมเกิดขึ้นเมื่อผู้คนมีความรู้ เข้าใจสิทธิของตนเอง และสามารถลุกขึ้นมาปกป้องอนาคตของตนเองและชุมชนได้
นั่นเป็นเหตุผลที่ผมตัดสินใจศึกษากฎหมายเพิ่มเติม เพื่อใช้ความรู้เป็นเครื่องมือในการคุ้มครองผู้บริสุทธิ์ และทำงานร่วมกับเครือข่ายชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมือง ในการผลักดันสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ
ผมเชื่อเสมอว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากการเสริมพลังให้ผู้คนสามารถเป็นเจ้าของการเปลี่ยนแปลงนั้นได้ด้วยตนเอง
สถานะบุคคลไม่ใช่แค่เรื่องเอกสาร แต่คือจุดเริ่มต้นของอนาคต
หลายคนอาจมองว่าการจดทะเบียนเกิดหรือการได้รับเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก เป็นเพียงกระบวนการทางทะเบียน แต่จากประสบการณ์การทำงานของผม สถานะบุคคลคือประตูบานแรกสู่โอกาสในชีวิต
เมื่อเด็กคนหนึ่งมีสถานะทางกฎหมายอย่างถูกต้อง เขาจะสามารถเข้าถึงการศึกษา การรักษาพยาบาล ระบบคุ้มครองทางสังคม และโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่
ดังนั้น การแก้ปัญหาสถานะบุคคลจึงไม่ใช่เพียงการจัดการข้อมูลทะเบียนราษฎร แต่คือการคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเปิดโอกาสให้ผู้คนได้มีอนาคตที่พวกเขาควรได้รับ
ความสำเร็จที่มีความหมายที่สุด คือการได้เห็นชีวิตเปลี่ยนแปลง
หนึ่งในความทรงจำที่ยังอยู่ในใจผมเสมอ คือการช่วยเหลือเด็กคนหนึ่งซึ่งเกิดในประเทศไทย แต่ไม่มีเอกสารพิสูจน์ตัวตน ไม่มีสัญชาติ และกำลังเผชิญกับโรคหัวใจ
หลังจากการทำงานร่วมกับหลายฝ่ายอย่างต่อเนื่อง เด็กคนนั้นได้รับการจดทะเบียนเกิดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
สำหรับคนทั่วไป อาจเป็นเพียงเอกสารหนึ่งใบ แต่สำหรับเด็กและครอบครัว เอกสารใบนั้นหมายถึงโอกาสในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล การศึกษา และอนาคตที่ดีขึ้น
วันที่ผมได้เห็นรอยยิ้มของพวกเขา ผมยิ่งมั่นใจว่า งานด้านมนุษยธรรมไม่ได้เป็นเพียงการช่วยเหลือผู้คนในช่วงเวลายากลำบาก แต่คือการคืนความหวังให้กับชีวิต
‘การทำงานสองขา’ สูตรสำคัญของการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ
ตลอดเวลากว่า 28 ปีในการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ผมได้เรียนรู้ว่า การทำงานภาคประชาชนเพียงอย่างเดียวอาจสร้างแรงกระเพื่อมได้ แต่หากต้องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องสร้างความร่วมมือกับภาครัฐควบคู่กันไป
ผมเรียกแนวคิดนี้ว่า ‘การทำงานสองขา’
ขาที่หนึ่ง คือ การยืนหยัดเคียงข้างประชาชน รับฟังปัญหา ทำงานภาคสนาม และสร้างพลังให้ชุมชนสามารถปกป้องสิทธิของตนเองได้
ขาที่สอง คือ การทำงานร่วมกับภาครัฐ นำข้อมูลและข้อเท็จจริงจากพื้นที่ไปสู่การพัฒนานโยบาย กฎหมาย และแนวปฏิบัติที่ตอบโจทย์ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม
ผมเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ เมื่อทุกภาคส่วนเดินไปในทิศทางเดียวกัน
วิสัยทัศน์: ประเทศไทยต้องไม่มีเด็กคนใดไร้ตัวตน
สิ่งที่ผมมุ่งมั่นผลักดันมาตลอด คือการเห็นเด็กทุกคนได้รับการรับรองสถานะที่ถูกต้องตามกฎหมาย และสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียม
ปัจจุบัน ผมทำงานร่วมกับมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย หน่วยงานภาครัฐ และภาคีเครือข่าย ภายใต้ โครงการความร่วมมือเพื่อการเปลี่ยนแปลง: เสริมสร้างความร่วมมือเพื่อยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติ (C4C Project) ซึ่งดำเนินงานร่วมกับมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสหภาพยุโรป (European Union: EU)
โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายลดจำนวนบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติในพื้นที่เป้าหมายลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 ภายในปี 2571 ผ่านการส่งเสริมการขึ้นทะเบียนราษฎรและการรับรองสถานะทางกฎหมายอย่างเป็นระบบในจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก ราชบุรี และกาญจนบุรี
เป้าหมายของเราไม่ได้จบอยู่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้ได้รับสถานะทางกฎหมาย แต่คือการทำให้เด็กและครอบครัวเหล่านี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เข้าถึงการศึกษา การดูแลสุขภาพ และมีโอกาสพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่
งานด้านมนุษยธรรมคือการปกป้องความเป็นมนุษย์ของกันและกัน
ผมเชื่อว่า ทุกคนควรได้รับสิทธิ ศักดิ์ศรี และโอกาสในชีวิตอย่างเท่าเทียมกัน
แม้เราอาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบได้ในทันที แต่การเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนเพียงหนึ่งคน อาจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบของเขา
ในสัปดาห์วันมนุษยธรรมโลก ผมอยากชวนทุกคนมองเห็นคุณค่าของผู้คนที่อาจถูกมองข้าม เพราะเบื้องหลังตัวเลข สถานะทางกฎหมาย หรือคำจำกัดความใด ๆ ล้วนคือเด็ก ครอบครัว และความฝันที่ไม่แตกต่างจากพวกเรา
“ทุกชีวิตมีคุณค่า เด็กทุกคนควรมีตัวตน และไม่มีใครควรถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”



