2 ทศวรรษบนเส้นทางการร่วมขับเคลื่อนพันธกิจพัฒนาเด็ก ครอบครัว และชุมชนชายแดน สู่บทเรียนเชิงระบบเพื่อการพัฒนาสุขภาพประชากรข้ามชาติในประเทศไทย
“ในอีก 5 ปีข้างหน้า พี่หวังจะได้เห็นระบบบริการสุขภาพของประเทศไทย ที่ครอบคลุมประชากรทุกกลุ่มโดยไม่เลือกปฏิบัติ ยึดหลักสิทธิด้านสุขภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีความมั่นคง ไม่ผันผวนตามบริบททางการเมือง และเข้มแข็งพอที่จะพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน หากวันหนึ่งระบบสุขภาพ สามารถทำงานได้อย่างครอบคลุม และเท่าเทียม นั่นจะเป็นความสำเร็จสูงสุด ของการทำงานด้านการพัฒนาอย่างแท้จริง”
กรอบการสนทนากับ คุณฐิติยา สามารถ หรือ พี่ยะ ผู้จัดการระดับจังหวัด โครงการยุติปัญหาวัณโรคและเอดส์ด้วยชุดบริการ RRTTPR (Stop TB and AIDS through RRTTPR 2024–2026: STAR4) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนโลก (Global Fund) ควบคู่กับโครงการพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่เป็นมิตรสำหรับประชากรข้ามชาติและชาติพันธุ์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในจังหวัดระนอง มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ที่สะท้อนให้เห็นถึงเป้าหมายและวิสัยทัศน์ในการพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศไทยที่ครอบคลุม เป็นธรรม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยยึดประชากรข้ามชาติเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพอย่างแท้จริง
จุดเริ่มต้นของการร่วมดำเนินพันธกิจกับมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย
“พี่เริ่มต้นเส้นทางการทำงานกับมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยจากการเข้าร่วม ‘โครงการบัณฑิตอาสา’ ภายหลังสำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษา ด้วยความตั้งใจตั้งแต่แรกว่าต้องการทำงานใกล้บ้านเกิด จังหวัดระนอง
ตอนนั้นก็ยังไม่ได้รู้จักมูลนิธิศุภนิมิตฯ อย่างลึกซึ้งนัก หากแต่การพูดคุยและทำความเข้าใจบทบาทขององค์กรในกระบวนการสัมภาษณ์รับเข้าทำงาน ได้เปิดมุมมองใหม่ต่อการทำงานด้านการพัฒนาชุมชน การคุ้มครองเด็ก และการดูแลประชากรกลุ่มเปราะบาง ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของความผูกพันกับงานด้านนี้อย่างแท้จริง
โดยระยะเริ่มต้นได้ทำงานภายใต้ ‘โครงการพัฒนาเป็นพื้นที่แบบพึ่งพาตนเองและยั่งยืน (Area Development Program: ADP)’ ควบคู่กับการสนับสนุนงานด้านสุขภาพ โดยเฉพาะการดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวีในพื้นที่อำเภอเมืองระนอง ประสบการณ์ดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นที่หล่อหลอมความเชี่ยวชาญ และความผูกพันกับงานด้านสุขภาพของประชากรชายขอบอย่างลึกซึ้ง”
จากวันนั้นจนถึงปัจจุบัน เธอคือบุคลากรสำคัญที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนงานด้าน สุขภาพแรงงานข้ามชาติ ภายใต้มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการพัฒนากลไกระดับชุมชน อาทิ การเสริมสร้างบทบาท อาสาสมัครสาธารณสุขต่างชาติ (อสต.) การจัดตั้ง Health Post และการพัฒนาระบบการส่งต่อผู้ป่วยข้ามพรมแดน ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือเชิงระบบกับหน่วยงานสาธารณสุข เพื่อส่งเสริมให้ประชากรข้ามชาติสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่เหมาะสม มีคุณภาพ และต่อเนื่องอย่างยั่งยืน
บริบทและความท้าทายด้านสุขภาพประชากรข้ามชาติในจังหวัดระนอง
“จากประสบการณ์การทำงานด้านสุขภาพกับประชากรข้ามชาติในจังหวัดระนองยาวนานกว่าสองทศวรรษ ทำให้พี่เห็นอย่างชัดเจนว่า ความท้าทายสำคัญไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องของโรคหรือการรักษาพยาบาลเท่านั้น หากแต่เป็น ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในการเข้าถึงบริการสุขภาพ
ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในการเข้าถึงบริการสุขภาพ ครอบคลุมตั้งแต่ปัญหาด้านภาษา สิทธิ์การรักษา สถานะทางกฎหมาย ลักษณะการประกอบอาชีพ รายได้ และเวลาการทำงาน ไปจนถึงความหวาดกลัวและความไม่ไว้วางใจต่อระบบราชการ
จังหวัดระนอง นับเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพประชากรข้ามชาติ เนื่องจากเป็นจังหวัดชายแดนทำหน้าที่เป็นทั้ง พื้นที่ปลายทาง และ พื้นที่ทางผ่าน ของแรงงานจากประเทศเมียนมา หากระบบบริการสุขภาพในจังหวัดไม่สามารถรองรับประชากรกลุ่มนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ด้านสุขภาพ การระบาดของโรคทั้งภายในจังหวัด และจังหวัดปลายทางอื่น ๆ ของประเทศไทยในภาพรวมโดยตรง
ตลอดระยะเวลาการทำงานที่ผ่านมา พบว่าสถานการณ์สุขภาพของประชากรข้ามชาติในพื้นที่จังหวัดระนองมีพัฒนาการในเชิงบวก โดยเฉพาะแนวโน้มการลดลงของโรคติดต่อบางประเภท อย่างไรก็ตาม ความท้าทายใหม่ที่ทวีความสำคัญมากขึ้นคือ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ขณะที่ช่องว่างด้านการเข้าถึงบริการสุขภาพยังคงเป็นประเด็นหลักที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขในเชิงระบบต่อไป”
บทบาทของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ในการขับเคลื่อนงาน Migrant Health ที่ระนอง
“มูลนิธิศุภนิมิตฯ เราเริ่มดำเนินงานด้านสุขภาพประชากรข้ามชาติในจังหวัดระนองจากโจทย์พื้นฐาน คือ การทำให้ประชากรข้ามชาติมีความรอบรู้ด้านสุขภาพสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพ และได้รับการตรวจคัดกรอง ส่งต่อ ดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องจนจบกระบวนการ
งานด้านนี้เริ่มต้นจากการดำเนินโครงการเกี่ยวกับ วัณโรคและเอชไอวี ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนโลก (Global Fund) และภาคีทั้งในและระหว่างประเทศ ก่อนจะพัฒนาไปสู่งานสุขภาพเชิงระบบและเชิงส่งเสริมป้องกันในระยะต่อมา
ซึ่งหัวใจสำคัญของการทำงานคือ การให้ความสำคัญกับ การบูรณาการกับภาครัฐ และการทำงานร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขในฐานะ ‘ภาคี’ ไม่ใช่ ‘ผู้ดำเนินการคู่ขนาน’ รวมถึงการออกแบบงานที่ยึดวิถีชีวิตและบริบทของแรงงานข้ามชาติเป็นศูนย์กลาง
แนวทางดังกล่าวทำให้รูปแบบการดำเนินงานของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ในจังหวัดระนองมีความแตกต่าง และส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นจากชุมชน ตลอดจนการยอมรับจากภาคีในพื้นที่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าสองทศวรรษ
ที่ผ่านมา มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินโครงการยุติปัญหาวัณโรคและเอดส์ด้วยชุดบริการ RRTTPR (Stop TB and AIDS through RRTTPR) พ.ศ. 2564 – 2566 (STAR 3) และ พ.ศ. 2567 – 2569 (STAR 4) อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่จำเป็นในกลุ่มประชากรเปราะบาง โดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติและประชากรเคลื่อนย้าย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อวัณโรคและเอชไอวี และมักเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงระบบบริการสาธารณสุข
ในช่วงเวลาดำเนินโครงการ STAR 3 เราสามารถเข้าถึงกลุ่มประชากรเป้าหมายผ่านกิจกรรมหลักของโครงการจำนวน 15,474 คน ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมกิจกรรมสนับสนุนอื่น ๆ อาทิ กิจกรรมอีเว้นท์ การประชาสัมพันธ์ และการให้ความรู้ด้านสุขภาพในรูปแบบต่าง ๆ
เมื่อรวมการเข้าถึงจากกิจกรรมทั้งหมด ทั้งทางตรงและทางอ้อม คาดว่ามีกลุ่มเป้าหมายได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานของโครงการในช่วง STAR 3 มากกว่า 17,000 คน ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทสำคัญของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ในการขยายการเข้าถึงบริการคัดกรอง การป้องกัน การเชื่อมต่อการรักษา และการติดตามดูแลอย่างต่อเนื่องในระดับชุมชน
สำหรับโครงการ STAR 4 ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินงาน เรายังคงมุ่งเน้นการเข้าถึงประชากรแรงงานข้ามชาติในพื้นที่เป้าหมาย โดยเฉพาะผ่านกิจกรรม การคัดกรองวัณโรค
ตั้งแต่ปี 2567 ถึงเดือนมีนาคม 2569 โครงการสามารถเข้าถึงกลุ่มแรงงานข้ามชาติผ่านการคัดกรองวัณโรคแล้วจำนวน 2,437 คน แม้โครงการยังไม่สิ้นสุดระยะการดำเนินงาน และตัวเลขนี้ยังไม่รวมกิจกรรมอีเว้นท์ การประชาสัมพันธ์ และการให้ความรู้ด้านสุขภาพรูปแบบอื่น ๆ
หากรวมการเข้าถึงจากกิจกรรมสนับสนุนทั้งหมด คาดว่าการดำเนินงานในช่วง STAR 4 จนถึงปัจจุบันสามารถเข้าถึงประชากรเป้าหมายได้แล้ว มากกว่า 3,000 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกว่าสิ้นสุดโครงการ”
Health Post: กลไกลดช่องว่างการเข้าถึงบริการสุขภาพ
“Health Post หรือจุดบริการสุขภาพในชุมชนแรงงานข้ามชาติ เกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงที่ว่าประชากรข้ามชาติจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงข้อมูล ชุดความรู้ และสถานพยาบาลในระบบได้ ไม่ใช่เพราะไม่ประสงค์จะรับบริการ หากแต่ขาดโอกาสและเงื่อนไขที่เอื้ออำนวย
ในระยะแรก Health Post มีเป้าหมายเพื่อการคัดกรองวัณโรค ก่อนจะพัฒนาและยกระดับบทบาทให้เป็นเสมือนศูนย์บริการสาธารณสุขมูลฐานในชุมชนแรงงาน
ปัจจุบัน ในจังหวัดระนองเรามี Health Post จำนวน 31 แห่ง ครอบคลุม 3 อำเภอ โดยมีอย่างน้อย 6 แห่งที่เพิ่มบทบาทการยกระดับทำหน้าที่เชิงรุก ทั้งการคัดกรองโรค การปฐมพยาบาลเบื้องต้น และการเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบส่งต่อของสถานพยาบาลในระดับตำบล
พี่มองว่าปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดสำเร็จของงาน Health Post ได้แก่ การมีที่ตั้งที่อยู่ใกล้ชุมชนแรงงาน โดยมีอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ที่สื่อสารภาษาเดียวกับชุมชนเป็นผู้ดูแล รวมไปถึงการให้บริการที่ตอบสนองกลุ่มเป้าหมายทั้งช่วงเวลาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตแรงงาน เข้าถึงง่าย รู้สึกปลอดภัย และความไว้วางใจจากชุมชน”
อาสาสมัครสาธารณสุขต่างชาติ (อสต.): สายลมใต้ปีกที่พยุงการดำเนินพันธกิจการพัฒนาระบบสุขภาพแรงงงานข้ามชาติ
“จากความเข้าใจที่ว่า งานสุขภาพจะไม่สามารถเข้าถึงประชากรเฉพาะได้อย่างแท้จริง หากปราศจากกลไกคนในชุมชน มูลนิธิศุภนิมิตฯ จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนากลไกการทำงานผ่านเครือข่าย อาสาสมัครสาธารณสุขต่างชาติ (อสต.)
อสต. มีบทบาทครอบคลุมตั้งแต่การให้ความรู้ เฝ้าระวังและคัดกรองโรค ติดตามผู้ป่วย การเป็นล่ามด้านสุขภาพ ไปจนถึงการประสานงานกับหน่วยบริการภาครัฐ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการดำเนินงาน
ในจังหวัดระนอง ปัจจุบันมี อสต. มากกว่า 100 คน ที่ร่วมขับเคลื่อนงาน โดยมีการจัดระดับบทบาทตามศักยภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งเห็นผลชัดเจนอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ อสต. เป็นกลไกหลักในการควบคุมสถานการณ์ภายในชุมชนแรงงาน
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่การขาดหลักประกันและสวัสดิการที่เหมาะสม เนื่องจาก อสต. ส่วนใหญ่ยังเป็นแรงงานที่ต้องประกอบอาชีพควบคู่กับการทำงานจิตอาสา”
ระบบการส่งต่อข้ามพรมแดน: การดูแลที่ไม่หยุดอยู่แค่เส้นแบ่งประเทศ
“อีกโครงการที่สำคัญของการดำเนินพันธกิจ คือ การพัฒนาระบบการส่งต่อข้ามพรมแดนระหว่างจังหวัดระนอง (ประเทศไทย) และจังหวัดเกาะสอง (ประเทศเมียนมา) ที่เริ่มต้นจากความจำเป็นในการรักษาโรคติดต่อที่ต้องอาศัยความต่อเนื่อง เช่น วัณโรค มาลาเรีย และเอชไอวี
ระบบดังกล่าวทำให้แม้ผู้ป่วยจะเดินทางกลับประเทศต้นทาง กระบวนการรักษายังคงดำเนินต่อไปอย่างเป็นระบบ โดยจังหวัดระนองทำหน้าที่เป็น ‘จุดเชื่อมกลาง’ ในการส่งต่อข้อมูลและติดตามผล
มูลนิธิศุภนิมิตฯ ทำหน้าที่เป็นกลไกสนับสนุนด้านการสื่อสารภาษาและการประสานงานระหว่างหน่วยงานสาธารณสุขของทั้งสองประเทศ เพื่อให้ระบบนี้สามารถดำเนินการได้จริงในทางปฏิบัติ”
มุมมองเชิงนโยบายและความร่วมมือกับภาครัฐ
“พี่เชื่อมั่นว่า การพัฒนาระบบสุขภาพประชากรข้ามชาติจะไม่สามารถดำเนินการได้อย่างยั่งยืน หากขาดการนำและการรองรับจากภาครัฐ
ความสำเร็จของจังหวัดระนองสะท้อนให้เห็นพลังของความร่วมมือเชิงบูรณาการในทุกระดับ โดยเฉพาะการผลักดันให้กลไกอย่าง Health Post และ อสต. เชื่อมโยงเข้ากับยุทธศาสตร์สาธารณสุขของพื้นที่
ในเชิงนโยบาย ประเด็นสำคัญที่ควรได้รับการผลักดัน ได้แก่ การยกระดับ อสต. ให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบสาธารณสุขอย่างเป็นทางการ การจัดสวัสดิการและหลักประกันที่เหมาะสม การพัฒนาระบบล่ามและการสื่อสารในสถานพยาบาล และการออกแบบนโยบายสุขภาพที่ครอบคลุมประชากรทุกกลุ่ม”
หัวใจของการทำงานด้าน Migrant Health และบทเรียนที่ได้รับ
“จากประสบการณ์กว่า 20 ปี พี่มองว่า “ทัศนคติของคนทำงาน” คือหัวใจสำคัญที่สุด การพัฒนาจะไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพได้ หากยังมีอคติหรือมองประชากรข้ามชาติเป็น ‘ภาระ’ แทนที่จะยอมรับในฐานะ มนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีและคุณค่า
ความเข้าใจผิดที่มองว่าแรงงานข้ามชาติเป็นผู้แย่งงานหรือเป็นภาระของระบบสุขภาพ จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะในความเป็นจริง ประชากรกลุ่มนี้คือ ฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจและสังคมไทย”
ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึง ผลกระทบเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรมของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ในการลดช่องว่างการเข้าถึงบริการด้านวัณโรคและเอดส์ ผ่านชุดบริการ RRTTPR ไม่เพียงช่วยเพิ่มการค้นพบผู้ป่วยในระยะเริ่มต้นและการเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบการรักษาเท่านั้น แต่ยังเสริมสร้างความรู้ ความตระหนัก และความเข้มแข็งให้กับชุมชนกลุ่มเป้าหมาย อันเป็นรากฐานสำคัญในการยุติปัญหาวัณโรคและเอดส์อย่างยั่งยืนในระยะยาวต่อไป


