เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยภายใต้ภายใต้โครงการยุติปัญหาวัณโรคและเอดส์ด้วยชุดบริการ RRTTPR ประจำปี พ.ศ. 2567-2569 สนับสนุนโดยกองทุนโลก จัดเวทีแลกเปลี่ยนบทเรียนการดำเนินงานด้านการติดตามโดยชุมชน (Community-Led Monitoring: CLM) ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคม 14 องค์กร ที่ดำเนินงานครอบคลุม 60 จังหวัดทั่วประเทศตลอดช่วง 3-6 ปีที่ผ่านมา ดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย (TNP+) ซึ่งดำเนินงานกับผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี เครือข่ายภาคประชาสังคมภายใต้โครงการ EpiC ของ FHI 360 ที่ทำงานกับกลุ่มประชากรหลัก มูลนิธิสถาบันเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมด้านเอชไอวี (IHRI) ตลอดจนเครือข่ายผู้ใช้สารเสพติดที่ดำเนินงานโดยมูลนิธิรักษ์ไทย เพื่อร่วมกันถอดบทเรียนและสะท้อนผลลัพธ์จากการขับเคลื่อน CLM ในบริบทของประเทศไทย บทเรียนจากการดำเนินงานร่วมกันยืนยันข้อค้นพบสำคัญว่า“เสียงจากผู้รับบริการ” ไม่ใช่เพียงข้อมูลประกอบการทำงาน แต่เป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยเปิดเผยช่องว่างและอุปสรรคที่ระบบบริการสุขภาพอาจมองไม่เห็น ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการเข้าถึงบริการ การตีตราและเลือกปฏิบัติ คุณภาพการรักษา หรือข้อจำกัดเชิงนโยบายที่ส่งผลต่อกลุ่มประชากรเปราะบางในสังคม ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน มีผู้เข้าร่วมให้ข้อมูล 20,157 รายจากกลุ่มประชากรที่หลากหลาย ทั้งผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี กลุ่มผู้ใช้สารเสพติด ประชากรข้ามชาติ และกลุ่มความหลากหลายทางเพศ สะท้อนประสบการณ์ตรงในการเข้าถึงบริการสุขภาพและคุณภาพการให้บริการในสถานพยาบาล ข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงนำไปสู่การปรับปรุงบริการในระดับพื้นที่ แต่ยังถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณสุข เพื่อให้ระบบสุขภาพไทยมีความครอบคลุม เท่าเทียม และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น
CLM: เมื่อผู้รับบริการเป็นผู้กำหนดคุณภาพบริการด้วยตนเอง
Community-Led Monitoring หรือ CLM เป็นกระบวนการติดตามและประเมินคุณภาพบริการสุขภาพที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน ผู้รับบริการและภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญในการกำหนดประเด็น ตัวชี้วัด และแนวทางการเก็บข้อมูล เพื่อสะท้อนปัญหาและความต้องการที่แท้จริงจากมุมมองของผู้ใช้บริการ แนวทางนี้ไม่ได้มุ่งเพียงวัดความพึงพอใจ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้าง”ความรับผิดชอบร่วม” ระหว่างผู้ให้บริการ ภาครัฐ และชุมชน เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบบริการสุขภาพให้ตอบโจทย์ประชาชนมากยิ่งขึ้น เป้าหมายสำคัญของ CLM ประกอบด้วย
- ยกระดับคุณภาพบริการ
- ขับเคลื่อนนโยบายด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์
- เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน
- พัฒนากลไกสนับสนุนที่ยั่งยืนผ่านการบูรณาการงบประมาณภายในประเทศและกองทุนระหว่างประเทศจากกองทุนโลก
นำร่องและขยายผล CLM สู่การพัฒนาระบบสุขภาพที่ตอบโจทย์ชุมชนเพื่อยุติปัญหาเอดส์ วัณโรคและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในประเทศไทย
การติดตามโดยชุมชน (CLM) เริ่มดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 และได้ขยายผลครอบคลุมกลุ่มประชากรหลากหลายผ่านความร่วมมือของภาคประชาสังคมทั่วประเทศ โดยมีการดำเนินงานสำคัญ ได้แก่
- เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย (TNP+) ดำเนินงานใน 40 จังหวัด ผ่านองค์กรชุมชนและหน่วยบริการ 89 แห่ง มีผู้เข้าร่วมให้ข้อมูล 13,429 คน
- โครงการ EpiC ภายใต้การดำเนินงานของ IHRI และภาคีเครือข่าย ดำเนินงานใน 6 จังหวัด ร่วมกับ 67 หน่วยงาน มีผู้เข้าร่วมให้ข้อมูล 4,705 คน
- การติดตามโดยชุมชนในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติด (PWID/PWUD) ดำเนินงานใน 11 จังหวัด โดยมูลนิธิรักษ์ไทยและองค์กรชุมชน 6 แห่ง มีผู้เข้าร่วมให้ข้อมูล 1,998 คน
- การติดตามโดยชุมชนด้านวัณโรคในกลุ่มประชากรข้ามชาติ ดำเนินงานนำร่องในกรุงเทพมหานคร ปทุมธานี และนนทบุรี โดยมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เพื่อสะท้อนอุปสรรคในการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชากรข้ามชาติ
การดำเนินงานเหล่านี้สะท้อนถึงพัฒนาการของ CLM จากการทดลองในระดับพื้นที่ สู่กลไกสำคัญที่ช่วยรับฟังเสียงของชุมชนและนำข้อมูลไปใช้พัฒนาคุณภาพบริการสุขภาพให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น
เมื่อชุมชนบอกเล่าปัญหาที่ระบบสุขภาพอาจมองไม่เห็น
CLM ช่วยสะท้อนอุปสรรคในการเข้าถึงบริการสุขภาพของกลุ่มประชากรที่มีความเปราะบาง ซึ่งแม้จะแตกต่างกันตามบริบท แต่ล้วนชี้ให้เห็นช่องว่างสำคัญของระบบบริการที่ยังต้องได้รับการพัฒนา
- ผู้ที่อยู่ร่วมกับเอชไอวี สะท้อนประเด็นการเข้าถึงยาต้านไวรัส การรับยาต่อเนื่อง การคัดกรองโรคร่วม และปัญหาการถูกตีตราหรือเลือกปฏิบัติในสถานพยาบาล โดยข้อมูลที่ได้ถูกนำไปใช้ร่วมกับหน่วยบริการเพื่อปรับปรุงคุณภาพการดูแลรักษา
- กลุ่มผู้ใช้สารเสพติด พบอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง การสูญเสียรายได้จากการเข้ารับบริการ และความกังวลเรื่องการตีตรา ส่งผลต่อการเข้าถึงบริการเมทาโดนและการตรวจเอชไอวี ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปใช้ผลักดันแนวคิด “เมทาโดนชุมชน” และการพัฒนาบริการที่ยืดหยุ่นและเข้าถึงได้มากขึ้น
- ประชากรข้ามชาติ ยังคงเผชิญข้อจำกัดด้านภาษา การไม่มีหลักประกันสุขภาพ การเดินทาง และการเลือกปฏิบัติในระบบบริการ จึงมีข้อเสนอให้พัฒนาระบบผู้ช่วยนำทางด้านสุขภาพ (Community Navigator) และช่องทางรับฟังความคิดเห็นที่รองรับความหลากหลายทางภาษา
- กลุ่มความหลากหลายทางเพศ (ชายมีเพศสัมพันธ์กับชายและบุคคลข้ามเพศ) ให้ความสำคัญกับบริการด้านฮอร์โมนและบริการสุขภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะกลุ่ม โดยมีการตอบแบบสำรวจออนไลน์ในอัตราสูง สะท้อนถึงศักยภาพของการใช้เทคโนโลยีในการรับฟังเสียงของชุมชน
แม้แต่ละกลุ่มจะเผชิญความท้าทายที่แตกต่างกัน แต่ทุกการดำเนินงานมีเป้าหมายเดียวกัน คือการนำ “เสียงของผู้รับบริการ” มาใช้พัฒนาคุณภาพบริการสุขภาพให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น ปัจจุบันภาคีเครือข่ายกำลังผลักดันให้ CLM ถูกบูรณาการเข้ากับชุดบริการ RRTTPR และเชื่อมโยงกับระบบรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (HA) เพื่อยกระดับการมีส่วนร่วมของชุมชนจากผู้รับบริการสู่หุ้นส่วนในการพัฒนาระบบสุขภาพอย่างยั่งยืน
พัฒนาระบบข้อมูลกลาง เสริมพลังการตัดสินใจด้วยข้อมูลที่น่าเชื่อถือ
บทเรียนจากการดำเนินงาน CLM นำไปสู่การพัฒนา HIV INFO HUB ให้เป็นศูนย์ข้อมูลกลางของประเทศ (Single Source of Truth) เพื่อรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งเข้าสู่ระบบเดียว ช่วยลดภาระการรายงานข้อมูลของภาคประชาสังคม พร้อมยกระดับคุณภาพข้อมูลสำหรับการวางแผน การติดตามผล และการกำหนดนโยบายด้านสาธารณสุข การจัดเก็บข้อมูลถูกออกแบบให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่ม โดยใช้ทั้งระบบ QR Code สำหรับการประเมินบริการแบบเรียลไทม์ในโรงพยาบาลและศูนย์บริการสุขภาพ และการสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัวสำหรับกลุ่มที่เข้าถึงเทคโนโลยีได้ยาก เช่น ผู้ใช้สารเสพติดและประชากรข้ามชาติ เพื่อให้มั่นใจว่าเสียงของทุกคนได้รับการรับฟังอย่างทั่วถึง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ข้อมูลทั้งหมดได้รับการตรวจสอบคุณภาพโดยทีมวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ IHRI เป็นประจำทุกไตรมาส ภายใต้หลักจริยธรรมและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด สะท้อนให้เห็นว่าการรับฟังเสียงของชุมชนไม่ได้เป็นเพียงการเก็บข้อมูล แต่เป็นการสร้างฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้สำหรับการพัฒนาคุณภาพบริการและนโยบายสุขภาพอย่างยั่งยืน
จากข้อมูลชุมชนสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย
หนึ่งในความสำเร็จสำคัญของการดำเนินงาน CLM คือการเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์จริงของผู้รับบริการให้กลายเป็นข้อเสนอที่นำไปสู่การปรับปรุงนโยบายและระบบบริการสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การผลักดันให้แพทย์ทั่วไปสามารถวินิจฉัย ดูแลรักษา และสั่งจ่ายยาสำหรับผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบซีได้มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องส่งต่อผู้ป่วยไปยังอายุรแพทย์เฉพาะทางในทุกกรณี ผ่านการพัฒนาหลักสูตรอบรมออนไลน์ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้รวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ข้อมูลจากชุมชนยังสะท้อนให้เห็นปัญหาการให้บริการยาเมทาโดนที่ใช้แนวทางเดียวกันในหลายพื้นที่ แม้อาจไม่สอดคล้องกับความจำเป็นและสภาพความเป็นจริงของผู้รับบริการแต่ละคน ข้อค้นพบดังกล่าวได้จุดประกายให้เกิดการทบทวนรูปแบบการให้บริการ เพื่อให้มีความยืดหยุ่นและตอบสนองความต้องการรายบุคคลได้มากขึ้น
กรณีเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า CLM ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการรวบรวมความคิดเห็นหรือรายงานปัญหาเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็น“ระบบเตือนภัยล่วงหน้า” ที่ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมองเห็นช่องว่างของระบบบริการสุขภาพ รับรู้ปัญหาจากมุมมองของผู้รับบริการ และดำเนินการแก้ไขได้อย่างทันท่วงทีก่อนที่ปัญหาจะขยายวงกว้างหรือส่งผลกระทบต่อประชาชนมากยิ่งขึ้น
บทบาทของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ในการขับเคลื่อนระบบสุขภาพที่เท่าเทียม
ในฐานะองค์กรที่ทำงานเคียงข้างชุมชนและกลุ่มประชากรเปราะบางมาอย่างต่อเนื่อง มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคประชาสังคม หน่วยงานภาครัฐ และภาคีด้านสาธารณสุข ตลอดจนส่งเสริมให้เสียงสะท้อนจากผู้รับบริการถูกนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการพัฒนานโยบายและยกระดับคุณภาพบริการสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม มูลนิธิศุภนิมิตฯ จะยังคงเดินหน้าสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชน การพัฒนาระบบข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน เพื่อให้การตัดสินใจด้านสุขภาพตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและประสบการณ์จริงของประชาชน อันจะนำไปสู่ระบบสุขภาพที่เข้าถึงได้ เท่าเทียม เป็นมิตร และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความเข้มแข็งของระบบสุขภาพไม่ได้วัดเพียงจากประสิทธิภาพทางการแพทย์หรือเทคโนโลยีที่ทันสมัยเท่านั้น แต่ยังวัดจากความสามารถในการรับฟังและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นใครหรืออยู่ในสถานะใดก็ตาม


