ในหมู่บ้านเล็ก ๆ เด็กหญิงณัชาวงษ์ หรือ ‘น้องอาปุยปุ้ย’ วัย 9 ขวบ เด็กหญิงตัวเล็กใจดีในชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ตื่นขึ้นมาใต้ชายคาบ้านหลังเดิมที่เธออาศัยอยู่กับย่าหลีฮัว วัย 66 ปี ผู้เป็นทั้งที่พึ่งพิงและเป็นคนที่เธอรักที่สุด
ตั้งแต่ปู่เสียชีวิต ย่าหลีฮัวก็ทำหน้าที่ดูแลหลานด้วยหัวใจที่เข้มแข็ง แม้ชีวิตจะไม่ง่ายนัก เพราะพ่อแม่ของอาปุยปุ้ยแยกทางกัน แม่ไม่ติดต่อกลับมาอีก ส่วนพ่อทำงานที่ประเทศไต้หวันและจะกลับบ้านเพียงทุก ๆ สามปี รายได้หลักจึงเป็นเงินที่พ่อส่งมาและเบี้ยผู้สูงอายุของย่า ส่วนย่าเองก็เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ไว้ขายบ้างเล็กน้อยให้พอเป็นอาหารในครัวเรือน
แต่แม้ความเป็นอยู่จะเรียบง่าย… ความรักในบ้านหลังนี้กลับอบอุ่นอย่างเหลือเชื่อ
เมื่อถามน้องอาปุยปุ้ยว่า ‘วันแห่งความรักปีนี้ หนูอยากบอกอะไรไหม’
เด็กหญิงยิ้มเขิน ๆ ก่อนตอบเสียงใสว่า “หนูรักย่ามากค่ะ และถ้าขอได้ หนูอยากให้ครอบครัวกลับมาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าค่ะ”
คำพูดสั้น ๆ แต่เต็มไปด้วยความหวังของเด็กน้อย ที่อยากเห็นครอบครัวเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง
ด้านย่าหลีฮัว แม้ไม่ถนัดการพูดภาษาไทย แต่หัวใจของย่าเต็มไปด้วยความรักไม่ต่างกัน
“ไม่มีอะไรจะพูด… แค่อยากให้หลานรู้ว่า ย่ารักหลานนะ” ย่ากล่าวพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนของผู้ที่ยอมเหนื่อยได้ทุกอย่างเพื่อหลานคนเดียว
เมื่อพูดถึงอนาคต ดวงตาของอาปุยปุ้ยเป็นประกายทันที
“หนูอยากเป็นครูค่ะ หนูอยากสอนเด็ก ๆ” ซึ่งเป็นคำตอบที่ฉายภาพความฝันเรียบง่ายแต่งดงาม ที่สะท้อนหัวใจอ่อนโยนและปรารถนาที่จะส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้ผู้อื่น… เหมือนอย่างที่ย่าทำกับเธอ
ในวันแห่งความรักปีนี้ ความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของน้องอาปุยปุ้ย ไม่ได้อยู่ในช่อดอกไม้หรือกล่องช็อกโกแลต หากแต่อยู่ในรอยยิ้มของย่า ในความอบอุ่นของบ้านหลังน้อย และในความหวังเล็ก ๆ ว่าสักวันหนึ่ง ครอบครัวของเธอจะได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง
เพราะ ‘ความรัก’ คือการมีกันและกัน แม้ในวันที่ชีวิตไม่ได้สมบูรณ์แบบที่สุดก็ตาม


