มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย และ มูลนิธิพันธกิจสัมพันธ์เมตตา ลงพื้นที่จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการสุขภาพเบื้องต้น เอกซเรย์ทรวงอก แก่คนในชุมชนและเด็ก ๆ พร้อมแจกแว่นสายตาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ณ พื้นที่ดำเนินงานโครงการพัฒนาฯ ไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อระยะทางคือกำแพงกั้น…
ก่อนจะเข้าใจว่าหน่วยแพทย์เคลื่อนที่สำคัญแค่ไหน ต้องเข้าใจก่อนว่าชีวิตประจำวันของคนที่นี่เป็นอย่างไร คุณอานนท์ สวนศรี ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์และวัฒนธรรมองค์กร มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เล่าถึงเหตุผลที่ชุมชนแห่งนี้ถูกเลือกว่า “หลัก ๆ เรามองหาพื้นที่ที่ประชาชน ทั้งผู้ปกครองและเด็ก ๆ เข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างจำกัด สาเหตุอาจมาจากระยะทางไกล ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง หรือความไม่สะดวกด้านอื่น ๆ”
สิ่งที่คุณอานนท์อธิบาย ไม่ใช่แค่ตัวเลขหรือสถิติ แต่คือความจริงที่ พี่แนน รัตนาพร อาสาสมัครมูลนิธิศุภนิมิตฯประจำพื้นที่สัมผัสอยู่ทุกวัน เธอรู้จักชุมชนนี้ดีกว่าใคร และรู้ดีว่าคนที่นี่ต้องเผชิญกับอะไรบ้าง “มีหมู่บ้านที่อยู่บนพื้นที่สูงและไกลมาก ทำให้การเดินทางลำบาก ชาวบ้านจำนวนมากเลือกซื้อยากินเองแทนการไปหาหมอ เพราะบางคนไม่มีแม้แต่ค่าน้ำมันรถ”
ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำไร่อ้อย มันสำปะหลัง และปลูกผัก ทำงานหนักแลกกับรายได้ที่ไม่แน่นอน ความเหนื่อยล้าสะสมกลายเป็นโรค ทั้งปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ แต่เมื่อการไปพบแพทย์ต้องแลกกับค่าน้ำมัน เวลา และวันทำงานที่เสียไป หลายคนจึงเลือกทนอยู่กับอาการมากกว่า นั่นคือกำแพงหนากั้นที่หน่วยแพทย์เคลื่อนที่จากทั้ง 2 มูลนิธิพยายามเจาะกำแพงสร้างประตูเชื่อมกำแพงนั้น


ในวันนั้นผู้ปกครองเกือบ 300 คน และเด็กกว่า 200 คน ทยอยเดินทางมารับบริการ หลายคนออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ บางคนชักชวนกันมาเป็นกลุ่ม บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่แทบไม่เคยเห็นในชุมชนแห่งนี้ พี่แนนซึ่งเฝ้ามองภาพนั้น รู้สึกได้ถึงความหมายของมันอย่างลึกซึ้ง “ตั้งแต่วันที่เราลงไปประชาสัมพันธ์ก็มีคนบอกว่า ‘จะมาแน่นอน‘ พี่เซอร์ไฟรส์มากมีคนไข้คนหนึ่งที่ชอบบอกว่าปวดหัวบ่อย วัดความดันก็ขึ้นสูง เราชวนไปหาหมอแต่เขาไม่ไปเพราะกลัวว่าจะรู้ว่าตัวเองเป็นโรค แต่วันนี้เขามาตรวจเอง รู้สึกดีใจมาก เหมือนได้โอกาสดีที่หมอเข้ามาใกล้ขึ้น ทำให้เขากล้าพบหมอมากขึ้น” บางครั้งสิ่งที่ขวางกั้นคนจากการรักษาไม่ใช่แค่ระยะทาง แต่คือความกลัวที่ฝังลึก และการที่หมอเดินทางเข้ามาถึงชุมชน ช่วยทลายกำแพงนั้นลงได้
ท่ามกลางผู้มาใช้บริการที่เต็มพื้นที่ ชีวิตของแต่ละคนพกเหตุผลมาต่างกัน แต่ล้วนมาจากความต้องการเดียวกัน นั่นคือโอกาสที่จะได้รับการดูแลสุขภาพ ป้าเปาะ คือหนึ่งในนั้น เธอมาด้วยความตั้งใจเรียบง่ายแต่มีความหมายมาก วันนี้เธอจะได้รับแว่นสายตาเป็นครั้งแรกในชีวิต “อยากได้แว่น จะได้อ่านหนังสือหรือดูฉลากยาได้สะดวกขึ้น ทุกวันนี้ตัวหนังสือมันเล็กจนมองไม่เห็น ถ้ามีแว่นก็คงดีมาก จะได้รู้ว่าแต่ละยาเอาไว้แก้อะไร”
ด้านพี่ปุ๊ก นั่งรอคิวด้วยสีหน้ากังวล เธอมาตรวจสุขภาพเป็นครั้งแรก หลังจากสะสมอาการมาโดยตลอด “ช่วงนี้เริ่มมีอาการเหนื่อย ๆ เลยมาวัดความดัน ก็พบว่าความดันสูง โรงพยาบาลอยู่ไกลสิบกว่ากิโล ไม่ค่อยได้ไปเพราะไม่ชอบไปโรงพยาบาล ช่วงนี้รู้สึกมีอาการบวม ๆ ไม่แน่ใจว่าเป็นอะไร เลยอยากมาตรวจดู”
ถัดจากพี่ปุ๊กคือ พี่นัท ผู้ที่ต้องติดตามอาการจากการหกล้มบาดเจ็บเป็นประจำ เข้าใจดีว่าการเดินทางไปโรงพยาบาลในแต่ละครั้งหมายถึงอะไร “ถ้าไปโรงพยาบาลก็ต้องให้ลูกหลานไปส่ง รวมคิวตรวจต่าง ๆ กว่าจะเสร็จก็ครึ่งวัน”และเพราะเข้าใจถึงเวลา ค่าเดินทางที่ต้องจ่ายไป พี่นัทเสริมว่า “อยากให้มีหน่วยแพทย์มาบ่อย ๆ ครับ เพราะที่นี่หลายคนไม่มีเวลาไปโรงพยาบาล ไกลก็ไกล งานก็ต้องทำ ถ้าหน่วยแพทย์มาแบบนี้มันสะดวกกว่า ดูแลใกล้ชิดด้วย”
ทีมแพทย์อาสาที่เดินทางมาวันนี้ไม่ได้มาเพียงเพื่อรักษา แต่ยังได้เรียนรู้ คุณหมอเกวลี แสดงฤทธิ์ แพทย์อาสาสมัครของหน่วยแพทย์เคลื่อนที่พันธกิจสัมพันธ์เมตตาที่ทำงานร่วม่กับมูลนิธิศุภนิมิตฯ เป็นครั้งแรก เล่าว่า “แม้ว่าปัจจุบันถนนหนทางจะดีขึ้น แต่ความจริงคือหลายคนมีเวลาว่างน้อย การออกหน่วยแพทย์ยังจำเป็นมาก ผู้ป่วยบางรายป่วยเล็กน้อยแต่ไม่มีเวลามาหาหมอ การที่เราเข้าไปหาเขา ถือเป็นการช่วยเหลือชุมชนอย่างแท้จริง”




และสิ่งที่ทำให้เธอประทับใจยิ่งกว่า คือการได้เห็นว่าความร่วมมือที่แท้จริงมีหน้าตาอย่างไร “รู้สึกสนุกมากค่ะ ประทับใจว่าการจัดงานของทีมมูลนิธิศุภนิมิตฯ และหน่วยงานพันธมิตรที่ทำงานร่วมกันนั้นดีมาก เป็นระบบระเบียบ คนไข้ก็ลำดับคิวอย่างเรียบร้อย เรามีจุดมุ่งหมายเดียวกันคืออยากช่วยเหลือคนไข้ นั่นคือจุดเริ่มต้นของการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ในครั้งนี้ค่ะ”




นับเป็นครั้งที่ 2 ของหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ในการลงพื้นที่ห่างไกลความสำเร็จของวันนี้จึงไม่ได้เกิดจากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากแต่เกิดจากเป้าหมายร่วมที่ทำให้ทุกฝ่ายเดินไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อาสาสมัครสาธารณสุข สถานศึกษา และผู้นำชุมชน ต่างมีบทบาทที่ขาดไม่ได้
คุณอานนท์กล่าวปิดท้ายอย่างมุ่งมั่น เน้นย้ำว่านี่ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่คือจุดเริ่มต้น “เรามีเป้าหมายร่วมกันคืออยากให้ประชาชนและเด็ก ๆ มีสุขภาพแข็งแรง และเน้นการป้องกันโรคตั้งแต่ต้นทาง ในอนาคตเราตั้งใจจะมองหาพื้นที่อื่นที่มีข้อจำกัดด้านสาธารณสุข เพื่อขยายโอกาสให้เด็กเปราะบางและผู้ปกครองได้รับบริการพื้นฐานด้านสุขภาพมากขึ้น”
วันนั้นพิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อเราเดินไปในทิศทางเดียวกัน ระยะทางที่เคยเป็นกำแพงก็สามารถข้ามผ่านได้ และทุกคนมีสิทธิในการเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างเท่าเทียม






