ในช่วงวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ปี 2568 หลายชุมชนต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างยาวนาน ระดับน้ำที่สูงถึงช่วงต้นขาในบางพื้นที่ กินเวลานานนับเดือน ทำให้วิถีชีวิตของประชาชนหยุดชะงัก บ้านเรือนเสียหาย และการดำรงชีวิตเต็มไปด้วยความยากลำบากและไม่แน่นอน
“ตอนนั้นน้ำท่วมเยอะเลยที่บ้านในครัวก็ท่วม สูงประมาณต้นขา อยู่ประมาณ 1 เดือน” คำบอกเล่าจากยายเพ็ญ ผู้สูงอายุในพื้นที่ ยังคงสะท้อนภาพความลำบากในช่วงเวลานั้นได้อย่างชัดเจน
บทบาทอาสาสมัคร: ด่านหน้าแห่งการรับฟังและช่วยเหลือ
ในช่วงเวลาวิกฤตที่การเดินทางยากลำบาก เครือข่ายอาสาสมัครของมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัย เป็นกลไกสำคัญที่สนับสนุนให้การดำเนินการส่งต่อความช่วยเหลือยังคงเดินหน้าได้
‘นางสาวพรทิพย์’ อาสาสมัครศุภนิมิตฯ หนึ่งในกำลังสำคัญที่ทำหน้าที่ประสานการช่วยเหลือในพื้นที่
เธอเล่าว่า น้ำท่วมครั้งนี้กินเวลานานถึง 15 วัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเดินทางและการเข้าถึงอาหารและของใช้จำเป็นของชุมชน หน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงมูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังปัญหา ประเมินความต้องการ และวางแผนช่วยเหลืออย่างเหมาะสม โดยเฉพาะครอบครัวเด็กเปราะบางในโครงการอุปการะเด็ก ของมูลนิธิศุภนิมิตฯ
การดำเนินงานไม่ได้หยุดเพียงการสำรวจ แต่ถูกต่อยอดสู่การช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม การมอบถุงยังชีพที่ประกอบด้วยชุดอาหารเพื่อความมั่นคงด้านโภชนาการ และชุดดูแลสุขภาพอนามัย ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานของชุมชน
“สิ่งที่ได้รับเป็นของจำเป็นพื้นฐานของครอบครัว ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้มาก” เธอกล่าว พร้อมเป็นตัวแทนชุมชนในการส่งต่อคำขอบคุณไปยังผู้สนับสนุน ผู้อุปการะ และมูลนิธิศุภนิมิตฯ
เสียงจากเยาวชน: เมื่อการศึกษาและชีวิตประจำวันถูกหยุดชะงัก
ผลกระทบจากน้ำท่วมไม่ได้มีแค่เรื่องความเป็นอยู่ แต่ยังส่งผลถึงการศึกษาและชีวิตของเด็ก ๆ ด้วย
‘นายภัคฆพงศ์’ หนึ่งในผู้นำเยาวชนศุภนิมิตฯ และครอบครัวที่ได้รับผลกระทบเล่าว่า ในช่วงน้ำท่วม เขาและครอบครัวเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ไม่สามารถออกจากบ้านได้ โรงเรียนต้องปิดการเรียนการสอนนานนับเดือน ทำให้ทั้งการศึกษาและชีวิตประจำวันหยุดชะงัก
ในช่วงเวลานั้นความช่วยเหลือจากมูลนิธิศุภนิมิตฯ มีความหมายอย่างมาก ทั้งการเข้ามาพูดคุยให้กำลังใจ การสอบถามปัญหา และการนำสิ่งของจำเป็นมาช่วยเหลือ
“ของที่ได้รับเป็นประโยชน์มากกับผมและครอบครัว” เขากล่าวพร้อมรอยยิ้ม และขอบคุณทุกฝ่ายที่ไม่ทอดทิ้งชุมชน
การดำเนินงานอย่างเป็นระบบ: ความเชี่ยวชาญด้านมนุษยธรรมของมูลนิธิศุภนิมิตฯ
แม้ปัจจุบันสถานการณ์จะคลี่คลายแล้ว แต่ผลกระทบยังส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจำนวนมาก มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการตอบสนองในระยะเร่งด่วนทันที โดยให้ความช่วยเหลือครอบคลุมทั้งการจัดหาอาหารและสิ่งของจำเป็น การจัดตั้งครัวชุมชนเพื่อรองรับผู้ประสบภัย การดูแลสุขภาวะจิตสังคมสำหรับเด็ก การจัดอุปกรณ์การเรียนเพื่อให้เด็กสามารถกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้โดยเร็ว รวมถึงการวางแผนและดำเนิน “โครงการฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบหลังน้ำท่วมภาคใต้ 2568”
โดยที่ผ่านมา “โครงการฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบหลังน้ำท่วมภาคใต้ 2568” ได้ส่งมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบหลังน้ำท่วม ซึ่งประกอบด้วยชุดอาหาร และสิ่งของจำเป็นด้านสุขอนามัย ในจังหวัดสงขลา นครศรีธรรมราช และนราธิวาส ไปแล้วกว่า 6,322 ชุด ครอบคลุมประชากรกว่า 24,711 คน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นเด็ก 9,865 คน
เฉพาะในจังหวัดนครศรีธรรมราช เราส่งมอบไปกว่า 2,100 ชุด ครอบคลุมประชากรกว่า 8,200 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กกว่า 3,200 คน
นอกจากนั้น “โครงการฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบหลังน้ำท่วมภาคใต้ 2568” ยังได้ดำเนินการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของเด็ก ครอบครัว ชุมชนและโรงเรียน ครอบคลุมชีวิตความเป็นอยู่ อาชีพ การศึกษา โภชนาการ สุขภาพ และการปกป้องคุ้มครองเด็ก อาทิ
ด้านการศึกษา ได้สนับสนุนอุปกรณ์การเรียนการสอนที่จำเป็น พร้อมทั้งดำเนินการซ่อมแซมโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก รวมทั้งสิ้น 20 แห่ง ช่วยให้สถานศึกษาสามารถกลับมาเปิดเรียนได้อย่างปลอดภัยและต่อเนื่อง ผู้ได้รับผลประโยชน์กว่า 11,187 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 1,305 คน
ด้านสาธารณสุข ได้สนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นต่อการยกระดับการรักษาพยาบาลในพื้นที่ประสบภัย โดยมอบเครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) จำนวน 1 เครื่องให้แก่โรงพยาบาลหาดใหญ่ และ เครื่องให้อากาศผสมออกซิเจนอัตราการไหลสูง (HFNC) จำนวน 2 เครื่อง ให้แก่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อุปกรณ์ดังกล่าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วย และสามารถรองรับผู้รับบริการได้มากกว่า 426,000 คนต่อปี
มากกว่าการช่วยเหลือ: การจัดการเพื่อลดความเสี่ยงภัยพิบัติ
มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยดำเนินพันธกิจด้านการจัดการเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ โดยให้การสนับสนุนด้านการบรรเทาทุกข์ฉุกเฉิน เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในหลากหลายรูปแบบ รวมถึงวิกฤตโรคระบาด ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ผ่านการพัฒนาศักยภาพในการเฝ้าระวังและลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ
พร้อมกันนี้ มูลนิธิศุภนิมิตฯ ยังมุ่งยกระดับการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานท้องถิ่น องค์กรภาคี และภาคประชาชน เพื่อให้การดำเนินงานด้านการจัดการภัยพิบัติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยมีความคาดหวังว่าความรู้และทักษะที่ชุมชนได้รับจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง นำไปสู่การเพิ่มความปลอดภัย ลดความสูญเสีย และยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็ก ครอบครัว และประชาชนในพื้นที่เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ภัยพิบัติ
เพราะในวันที่ยากลำบากที่สุด การมีใครสักคนยืนหยัดอยู่เคียงข้าง ไม่เพียงช่วยให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้ แต่ยังจุดประกายความหวังในการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง


