ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต และประสบการณ์การทำงานจริง กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เยาวชนสามารถปรับตัว เรียนรู้ และก้าวสู่อนาคตได้อย่างมั่นคง การเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงจึงเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างยั่งยืน
ข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า เยาวชนและประชากรวัยแรงงานอายุ 15–64 ปี ร้อยละ 64.7 มีทักษะการรู้หนังสือต่ำกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 74.1 มีทักษะด้านดิจิทัลต่ำกว่าเกณฑ์ และร้อยละ 30.3 มีทักษะทางอารมณ์และสังคมต่ำกว่ามาตรฐาน ขณะที่ร้อยละ 18.7 ขาดทักษะพื้นฐานทั้ง 3 ด้านพร้อมกัน สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการเรียนรู้ การประกอบอาชีพ และการปรับตัวต่อโลกแห่งการทำงานในศตวรรษที่ 21
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การศึกษาในห้องเรียนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เยาวชนจำเป็นต้องได้รับโอกาสในการพัฒนาทักษะผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ได้เรียนรู้การแก้ปัญหา การทำงานร่วมกับผู้อื่น การสื่อสาร การบริหารจัดการ และการสร้างคุณค่าให้กับตนเองและชุมชน
พันธกิจด้านการศึกษาและการพัฒนาทักษะชีวิต มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (World Vision Foundation of Thailand) จึงมุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงระหว่างการศึกษา ทักษะชีวิต และการประกอบอาชีพ เพื่อให้เด็กและเยาวชนค้นพบศักยภาพของตนเองและสามารถสร้างอนาคตได้อย่างมั่นคง หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวทางการทำงานดังกล่าวได้อย่างเป็นรูปธรรม คือ โครงการฝึกทักษะการประกอบอาชีพระยะสั้นสำหรับเยาวชน ผ่านการดำเนินงานของ HBR Café ในพื้นที่โครงการพัฒนาหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช และ Phiangluang 16 Coffee ในพื้นที่โครงการพัฒนาตับเต่า จังหวัดเชียงราย
จากจุดเริ่มต้นของการจัดอบรมการทำเครื่องดื่มและเบเกอรี่ร่วมกับโรงเรียนในพื้นที่ มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้เปิดโอกาสให้เยาวชนเรียนรู้ทั้งทักษะวิชาชีพ การบริหารจัดการ การบริการลูกค้า และการทำงานเป็นทีม ผ่าน ‘กระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ’ (Experiential Learning) ที่เน้นการลงมือทำจริงและเรียนรู้จากประสบการณ์จริง
การลงทุนด้านทักษะ เริ่มต้นจากการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ
HBR Café เกิดขึ้นจากการสนับสนุนด้านการพัฒนาศักยภาพเยาวชนของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ร่วมกับโรงเรียนและครูผู้รับผิดชอบกลุ่มสาระแนะแนวและการงานอาชีพ ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา
การฝึกอบรมทักษะการทำเครื่องดื่มและเบเกอรี่ถูกออกแบบให้เยาวชนได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ การบริหารจัดการวัตถุดิบ การคำนวณต้นทุน การบริการลูกค้า และการทำงานเป็นทีม ซึ่งล้วนเป็นทักษะสำคัญต่อการประกอบอาชีพในอนาคต
ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีของการดำเนินงาน เยาวชนได้ค่อย ๆ พัฒนาจากผู้เรียนรู้สู่ผู้ลงมือปฏิบัติจริง เริ่มต้นจากการฝึกทำเมนูพื้นฐาน ก่อนต่อยอดสู่การคิดค้นเมนูใหม่ ๆ และรับผลิตคุกกี้หรือเบเกอรี่ตามเทศกาลสำคัญ เช่น เทศกาลปีใหม่และวันวาเลนไทน์ กระบวนการดังกล่าวไม่เพียงสร้างทักษะอาชีพ แต่ยังช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ ประสบการณ์ และแนวคิดการเป็นผู้ประกอบการรุ่นเยาว์อีกด้วย
จากห้องเรียนสู่พื้นที่แห่งโอกาส
เมื่อความรู้และทักษะเริ่มเติบโต ความฝันของเยาวชนก็เริ่มชัดเจนขึ้น
“พวกเราฝันอยากเปิดร้านคาเฟ่ในโรงเรียน เพราะเรามีนักเรียนและบุคลากรเกือบ 1,600 คน อยากมีร้านที่ได้ชงเครื่องดื่มบริการเพื่อน ๆ มีรายได้ระหว่างเรียน และให้คาเฟ่นี้เป็นแหล่งฝึกทักษะสำหรับเยาวชนที่เปราะบางด้วย”
คำบอกเล่าของตัวแทนเยาวชนสะท้อนให้เห็นว่า ความฝันของพวกเขาไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างรายได้ แต่เป็นการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่สามารถส่งต่อโอกาสให้กับเพื่อนเยาวชนคนอื่น ๆ ได้เช่นกัน
แนวคิดดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารโรงเรียน คณะครู และมูลนิธิศุภนิมิตฯ จนกลายเป็น HBR Café อย่างเป็นรูปธรรม โดยมูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้สนับสนุนเครื่องชงกาแฟ เครื่องปั่น วัสดุอุปกรณ์ วัตถุดิบ และการปรับปรุงพื้นที่ เพื่อให้คาเฟ่สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์การเรียนรู้ของเยาวชน
ห้องปฏิบัติการฝึกทักษะอาชีพในรูปแบบจริง
สิ่งที่ทำให้ HBR Café แตกต่างจากร้านเครื่องดื่มทั่วไป คือการถูกออกแบบให้เป็น ‘ห้องปฏิบัติการฝึกทักษะอาชีพ’ ภายในโรงเรียน
เยาวชนได้เรียนรู้กระบวนการทำงานครบวงจร ตั้งแต่การวางแผนการผลิต การควบคุมคุณภาพ การบริหารต้นทุน การตลาด การสื่อสารกับลูกค้า ไปจนถึงการประเมินผลการดำเนินงาน ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับอาชีพหลากหลายประเภทในอนาคต
นอกจากนี้ คาเฟ่ยังเป็นพื้นที่เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงที่ช่วยพัฒนาความรับผิดชอบ ความมีวินัย ภาวะผู้นำ และทักษะการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งเป็นสมรรถนะสำคัญของกำลังคนในศตวรรษที่ 21
นายกชนันท์ ใหม่อ่อน รองผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าวว่า
“ขอขอบคุณผู้อุปการะและมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ที่สนับสนุนโครงการฝึกทักษะอาชีพเยาวชนจนนำมาสู่ HBR Café ที่เป็นจริงได้ในวันนี้ นี่คือพื้นที่ให้เยาวชนได้ฝึกปฏิบัติจริงเพื่อต่อยอดสู่อาชีพในอนาคต”
จากห้องเรียนสู่ความฝันของผู้ประกอบการตัวน้อย
เช่นเดียวกับ Phiangluang 16 Coffee ในพื้นที่โครงการพัฒนาตับเต่า จังหวัดเชียงราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ผลลัพธ์สำคัญของการพัฒนาทักษะอาชีพไม่ได้อยู่ที่การชงกาแฟเป็นเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่การสร้างแรงบันดาลใจและความเชื่อมั่นให้เยาวชนมองเห็นเส้นทางอนาคตของตนเอง
เด็กชายธนา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นหนึ่งในสมาชิกของฐานการเรียนรู้ Phiangluang 16 Coffee และเป็นตัวอย่างของเยาวชนที่ได้รับโอกาสจากการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง
ภายในคาเฟ่แห่งนี้ มีเยาวชนจำนวน 15 คน ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 เข้ามาเรียนรู้การชงกาแฟ การทำเครื่องดื่ม และการบริหารจัดการร้าน โดยมีเยาวชนแกนนำ 3 คนช่วยดูแลการดำเนินงาน เพื่อให้บริการแก่นักเรียน ครู และบุคลากรภายในโรงเรียน
สำหรับน้องธนา จุดเริ่มต้นของการเข้ามาเรียนรู้ไม่ได้เกิดจากความสนใจในกาแฟเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการมองเห็นศักยภาพของชุมชนตัวเอง
“บนดอยของเรา มีปลูกกาแฟกันอยู่แล้วครับ ผมคิดว่าความรู้ที่ได้จากการชงกาแฟและการจัดการร้าน สามารถนำไปต่อยอดเป็นอาชีพและสร้างรายได้ในอนาคตได้”
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับบริบทชุมชน เยาวชนไม่ได้มองทักษะอาชีพเป็นเพียงกิจกรรมในโรงเรียน แต่เป็นโอกาสในการสร้างอนาคตให้กับตนเอง ครอบครัว และชุมชน
ในช่วงพักกลางวันของทุกวัน น้องธนาและเพื่อน ๆ จะผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาฝึกทักษะภายในคาเฟ่ เรียนรู้ตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบ การชงเครื่องดื่ม การบริการลูกค้า ไปจนถึงการทำงานร่วมกันเป็นทีม
“สิ่งที่ได้เรียนรู้คือทักษะอาชีพในการชงกาแฟ ชงชา และเครื่องดื่มต่าง ๆ เพื่อนำไปขายและสร้างรายได้ครับ”
จากการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันน้องธนาสามารถทำเครื่องดื่มได้หลากหลายเมนู โดยเมนูที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ สตรอว์เบอร์รีปั่นนมสด
เมื่อถูกถามถึงเคล็ดลับความอร่อย เจ้าตัวยิ้มก่อนตอบอย่างเรียบง่ายว่า
“เคล็ดลับคือการใส่ใจในการทำให้มากที่สุดครับ”
แม้จะยังเป็นเยาวชนวัยเพียง 13 ปี แต่เขากลับมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน
“ผมอยากนำความรู้ที่ได้ไปเปิดร้านกาแฟหรือร้านขายเครื่องดื่มในชุมชนครับ เพื่อให้คนในหมู่บ้านได้มาซื้อ ได้รับประทาน และสร้างรายได้ให้กับตัวเองในอนาคต”
เรื่องราวของน้องธนาสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาทักษะอาชีพไม่ใช่เพียงการสอนวิธีทำงาน แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง เรียนรู้การตั้งเป้าหมาย และกล้าฝันถึงอนาคตที่สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยความรู้ ความสามารถ และความมุ่งมั่นของตนเอง
การพัฒนาเยาวชนที่สร้างผลลัพธ์มากกว่ารายได้
โครงการฝึกทักษะการประกอบอาชีพระยะสั้นสำหรับเยาวชนไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมสร้างรายได้ภายในโรงเรียน หากแต่เป็นตัวอย่างของการพัฒนาเยาวชนแบบองค์รวมที่เชื่อมโยงการศึกษา ทักษะอาชีพ และโอกาสทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้สะท้อนผ่านยอดขายหรือจำนวนแก้วเครื่องดื่มที่จำหน่ายได้เท่านั้น แต่ยังปรากฏผ่านความมั่นใจของเยาวชน การกล้าแสดงออก ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การวางแผน การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการค้นพบศักยภาพของตนเอง ซึ่งล้วนเป็น ‘ต้นทุนมนุษย์’ ที่มีคุณค่าสำหรับการพัฒนาสังคมในระยะยาว
ในปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิศุภนิมิตฯ ดำเนินพันธกิจการพัฒนาเยาวชน ในด้านการพัฒนาทักษะชีวิต ภาวะผู้นำ การคุ้มครองเด็ก และการส่งเสริมทักษะอาชีพสำหรับเด็กและเยาวชนในโครงการพัฒนาต่าง ๆ ซึ่งมีพื้นที่ดำเนินงานครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยสามารถเข้าถึงเด็กและเยาวชน 36,187 คน ผู้ปกครอง 17 คน และหุ้นส่วน/อาสาสมัคร 1,519 คน รวมผู้ได้รับผลประโยชน์ทั้งหมด 37,723 คน ในจำนวนนี้มีเด็กเปราะบาง 26,519 คน
การดำเนินการดังกล่าวช่วยส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีทักษะชีวิตที่จำเป็น มีภาวะผู้นำ รู้เท่าทันและปกป้องตัวเองจากความเสี่ยงรอบด้าน ตลอดจนได้รับการพัฒนาทักษะอาชีพที่สิดคล้องกับบริบทชุมชนและความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมสู่การพึ่งพาตนเองและการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเปราะบางที่ได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพอย่างรอบด้าน
ร่วมสร้างอนาคตผ่านการพัฒนาทักษะเยาวชน
เนื่องในวันทักษะเยาวชนโลก (World Youth Skills Day) วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เรื่องราวของ HBR Café และ Phiangluang 16 Coffee แสดงให้เห็นว่า การลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะของเด็กและเยาวชน คือการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนต่อสังคมได้อย่างยั่งยืน
ความสำเร็จของพื้นที่การเรียนรู้ทั้งสองแห่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือของเยาวชน โรงเรียน ชุมชน ผู้อุปการะ ผู้บริจาค และมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ที่ร่วมกันสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ให้เด็กและเยาวชนได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง พัฒนาทักษะที่จำเป็น และก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นใจ
เพราะทุกเมล็ดพันธุ์แห่งการเรียนรู้ที่ได้รับโอกาสและการดูแลอย่างเหมาะสม ย่อมสามารถเติบโตเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนชุมชน สังคม และประเทศชาติได้ในอนาคต เช่นเดียวกับคาเฟ่เล็ก ๆ ทั้งสองแห่ง ที่ไม่ได้สร้างเพียงเครื่องดื่มหนึ่งแก้ว หากแต่กำลังสร้างอนาคตและความหวังให้กับเยาวชนไทยในทุก ๆ วัน.


