เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ณ ห้องประชุมอำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (World Vision Foundation of Thailand) ร่วมกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กรมการปกครอง กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 1 เชียงใหม่ โรงพยาบาลสบเมย โรงพยาบาลขุนยวม มูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล และภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม บูรณาการความร่วมมือกับสำนักทะเบียนอำเภอขุนยวม จัดกิจกรรม “คุ้มครองสิทธิ พิทักษ์ประชาชน สร้างสังคมที่เท่าเทียม” เพื่อช่วยเหลือคนไทยที่ตกหล่นจากระบบทะเบียนราษฎรให้สามารถเข้าถึงสิทธิความเป็นพลเมืองตามกฎหมาย
กิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางที่มีบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย แต่ขาดหลักฐานทางทะเบียนหรือเอกสารสำคัญที่ใช้ยืนยันสิทธิในสัญชาติไทย โดยให้บริการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรม (DNA) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อใช้เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในการพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายโลหิต อันเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการยืนยันสถานะบุคคล การเพิ่มชื่อในทะเบียนราษฎร และการรับรองสัญชาติไทยตามกฎหมาย
ในโอกาสนี้ได้รับเกียรติจาก นายวฤทธ์ชาติ ปาณชู นายอำเภอขุนยวม เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคีเครือข่ายในพื้นที่เข้าร่วมสนับสนุนการดำเนินงานอย่างพร้อมเพรียง โดยมีประชาชนกลุ่มเป้าหมายเข้ารับการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมจำนวน 14 ครอบครัว รวม 77 ราย ประกอบด้วยบุคคลที่ตกหล่นจากระบบทะเบียนราษฎรจำนวน 64 ราย และบุคคลอ้างอิงผู้มีสัญชาติไทยจำนวน 13 ราย
นายสุมิตร วอพะพอ ผู้เชี่ยวชาญด้านสถานะบุคคลและสิทธิ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาคนไทยตกหล่นจากระบบทะเบียนราษฎรยังคงพบในหลายพื้นที่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยบุคคลจำนวนหนึ่งแม้จะเป็นคนไทยโดยกำเนิดและมีบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย แต่กลับไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎรหรือขาดเอกสารสำคัญที่ใช้ยืนยันสถานะบุคคล ส่งผลให้ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานหลายด้าน อาทิ การศึกษา การรักษาพยาบาล การประกอบอาชีพ และสวัสดิการของรัฐ
“การตรวจพิสูจน์ DNA เป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่มีความสำคัญในการพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายโลหิต เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติสัญชาติ และช่วยให้บุคคลที่มีสิทธิได้รับสัญชาติไทยสามารถเข้าสู่กระบวนการรับรองสถานะทางกฎหมายได้อย่างถูกต้อง” นายสุมิตร กล่าว
ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของการบูรณาการงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคีเครือข่าย ในการลดความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิและสถานะบุคคล พร้อมสร้างหลักประกันด้านสิทธิมนุษยชนให้แก่ประชาชนที่ยังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะกลุ่มคนไทยที่ตกหล่นจากระบบทะเบียนราษฎร ซึ่งกำลังรอคอยโอกาสในการได้รับการรับรองสถานะทางกฎหมายและการเข้าถึงสิทธิที่พึงมีพึงได้ในฐานะพลเมืองไทย
มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและความไร้รัฐร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนได้รับการรับรองตัวตนตามกฎหมาย เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน


