ถ้าใครได้ยินเสียงไก่ขันอยู่หลังบ้านไม้เล็ก ๆ หลังหนึ่งในชุมชนชายป่า คงนึกไม่ถึงว่าเสียงนั้นแทนความหมายอะไรให้กับครอบครัวหนึ่งได้มากแค่ไหน สำหรับ นายณรงค์ วัย 43 ปี พ่อเลี้ยงเดี่ยวผู้ทำงานอยู่ที่รีสอร์ทแห่งหนึ่ง เสียงนั้นคือเสียงของความโล่งใจ คือหลักประกันว่าวันนี้ลูก ๆ จะมีอะไรกิน
พ่อณรงค์เลี้ยงลูกสองคนตามลำพังมานานแล้ว ในบ้านหลังนั้นมีเพียงสามชีวิต พ่อณรงค์ มะปราง เด็กหญิงวัย 11 ปีที่กำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ น้องเมเปิ้ล อายุ 7 ขวบ รายได้จากการรับจ้างที่รีสอร์ทคือเส้นเลือดหลักของครอบครัว และทุกบาทที่ได้มาต้องใช้จ่ายอย่างรอบคอบ
บ้านที่พวกเขาอาศัยอยู่ตั้งแต่เด็กนั้นบริเวณโดยรอบยังคงมีต้นไม้ขึ้นหนาตา สภาพแวดล้อมรอบข้างไม่ได้เป็นมิตรนัก โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน เมื่อลมพัดแรงน้ำฝนจะสาดเข้ามาในบ้าน แก้ไขได้แค่เพียงหาผ้ามาอุดตามรอยรั่ว ยามค่ำคืนยุงชุกชุมจนต้องกางมุ้งนอนทุกคืน ขณะที่บางวันก็ต้องเผชิญกับแมงป่อง ตะขาบ หรือแม้กระทั่งงูที่แวะเวียนเข้ามาในบ้าน สำหรับมะปรางเด็กหญิงตัวเล็ก สิ่งเหล่านี้คือความกลัวที่ต้องเรียนรู้จะอยู่ด้วยกัน
“กลัวค่ะ โดยเฉพาะตอนฝนตกฟ้าร้อง ถ้าเจอแมงป่องหรืองูก็บอกพ่อให้มาช่วยจัดการ” มะปรางเล่าด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ของเด็กที่คุ้นชินกับสิ่งเหล่านี้มาตั้งแต่เล็ก
แต่สิ่งที่กดทับใจณรงค์มากที่สุดไม่ใช่สัตว์มีพิษหรือหลังคารั่ว หากเป็นช่วงเปิดเทอมที่วนมาทุกปี “หนักใจมากครับ ค่าใช้จ่ายเยอะ และลูกกำลังโต ต้องเปลี่ยนชุดนักเรียนบ่อย” เขาเล่าถึงความกดดันที่แบกรับคนเดียวมาโดยตลอด
จุดเปลี่ยนมาถึงเมื่อมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เข้ามาสัมผัสชีวิตของครอบครัวนี้ พ่อณรงค์รู้จักมูลนิธิศุภนิมิตฯ ผ่านการประสานงานของโรงเรียนและเครือข่ายชุมชน โดยที่หลานของเขาเคยได้รับความช่วยเหลือมาก่อน เมื่อได้ติดต่อผ่านเจ้าหน้าที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ และมะปรางได้เป็นเด็กในความอุปการะ ความช่วยเหลือก็ตามมาอย่างตรงจุด
สิ่งที่ครอบครัวได้รับในช่วงแรก ได้แก่ อุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียน รองเท้า ถุงเท้า รวมถึงข้าวสารและน้ำมันพืชซึ่งเป็นของจำเป็นในชีวิตประจำวัน สำหรับมะปรางกำลังจะขึ้น ป.5 นั้น ของเหล่านี้มาถึงมือเธอในเวลาที่พอดีที่สุด “ดีใจค่ะ” มะปราง ซึ่งตอนนี้ได้เป็นเด็กในความอุปการะของมูลนิธิแล้ว ตอบสั้น ๆ แต่รอยยิ้มบอกความรู้สึกได้มากกว่าคำพูด
พ่อณรงค์เสริมว่าความช่วยเหลือเรื่องอุปกรณ์การเรียนนั้นช่วยลดภาระได้มากกว่าที่คิด “มูลนิธิศุภนิมิตฯ ช่วยตรงนี้ทำให้ผมสบายใจขึ้นมาก เพราะแต่ก่อนบางช่วงเงินยังไม่ออกแต่ต้องเตรียมชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียนให้ลูกแล้ว ตอนนี้ไม่มีห่วงแล้ว”
หากอุปกรณ์การเรียนคือการช่วยเรื่องการศึกษา ไก่ไข่ 15 ตัวที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ มอบให้คือการช่วยเรื่องปากท้องอย่างยั่งยืน มูลนิธิศุภนิมิตฯ มอบไก่พันธุ์ไข่ ให้ครอบครัวมะปราง 2 รอบ รอบแรก 10 ตัวพร้อมอาหารไก่ รอบที่สองเพิ่มอีก 5 ตัว รวมเป็น 15 ตัว เลี้ยงได้สักพัก ไก่ก็เริ่มออกไข่ และนั่นคือจุดที่ชีวิตในครัวของครอบครัวนี้เปลี่ยนไปอย่างเงียบ ๆ แต่ชัดเจน
“ตอนนี้กินไข่ทุกวันครับ ทำได้ทั้งต้ม ทอด หรือตุ๋น” พ่อณรงค์เล่าถึงเมนูประจำโต๊ะอาหาร ก่อนหน้านี้หากต้องการไข่ต้องซื้อจากตลาดและเก็บไว้ในตู้เย็น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าวันนั้นมีเงินหรือเปล่า แต่ตอนนี้ไข่สดอยู่แค่หลังบ้าน
มะปรางซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ช่วยดูแลไก่บอกว่า วันหนึ่งไก่ออกไข่ได้ราว 6 ฟอง เธอและพ่อให้อาหารไก่วันละสองครั้ง เช้าและเย็น สิ่งที่ดูเหมือนเป็นงานเล็กน้อยนี้ฝึกให้เธอรู้จักความรับผิดชอบและเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ไปในตัว “ดีใจค่ะ เพราะมีไข่กินทุกวัน และสามารถนำไปขายได้ด้วยค่ะ”
แม้ชีวิตความเป็นอยู่จะเริ่มดีขึ้น แต่พ่อณรงค์ก็พูดตรง ๆ ว่ายังมีส่วนที่ต้องฝ่าฟันต่อโดยเฉพาะสภาพบ้านที่ยังคงมีรอยรั่วเมื่อฝนตก และสัตว์มีพิษที่ยังคงเป็นความเสี่ยงในชีวิตประจำวัน ก็เป็นสิ่งที่ครอบครัวนี้ยังต้องอยู่กับมันต่อไป แต่พ่อณรงค์เลือกที่จะมองไปข้างหน้า ความห่วงใยของเขาตอนนี้อยู่ที่การเรียนของลูก และอนาคตที่ลูก ๆ จะเลือกเดินด้วยตัวเอง “มีห่วงเรื่องการเรียนของเขาครับ แต่อนาคตเป็นของเขา เราแค่คอยสนับสนุนอย่างเต็มที่”
ความฝันของเด็กหญิงวัย 11 ขวบ ท่ามกลางทุกอย่างที่เกิดขึ้น มะปรางยังคงฝันอย่างสดใส เธออยากเป็นครูสอนภาษาไทย วิชาที่เธอรักมากที่สุด ทุกเช้าที่ออกจากบ้านไปโรงเรียนด้วยรองเท้าคู่ใหม่และชุดนักเรียนที่สะอาด เธอพกความฝันนั้นไปด้วยทุกครั้ง “ชอบภาษาไทยค่ะ เลยอยากเป็นครูสอนภาษาไทย” ประโยคง่าย ๆ ของเด็กหญิงตัวเล็กที่เติบโตมากับความไม่แน่นอนหลายอย่าง แต่ยังคงกล้าที่จะฝันเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอ
พ่อณรงค์ทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่จริงใจและเรียบง่าย เหมือนคนที่พูดจากใจจริง ๆ “รู้สึกดีใจและขอบคุณมากครับ ที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ ข้ามาช่วยเหลือครอบครัว สิ่งที่ได้รับทั้งชุดนักเรียน ไก่ไข่ ของกิน ของใช้ ช่วยให้ครอบครัวเราอยู่ได้ดีขึ้นครับ” บางทีนั่นคือผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดของความช่วยเหลือทั้งหมด ไม่ใช่แค่ไข่ไก่ หรือรองเท้า แต่คือเด็กคนหนึ่งที่ยังเชื่อว่าอนาคตของเธอมีความหมาย
น้ำใจจากผู้อุปการะ ผู้บริจาค ช่วยให้เด็กหญิงคนหนึ่งนอนหลับได้โดยไม่ต้องกลัว มีรองเท้าคู่ใหม่ มีอุปกรณ์การเรียน ทั้งหมดอาจดูเล็กน้อยในสายตาคนอื่น แต่สำหรับครอบครัวนี้มันคือความโล่งใจที่พ่อคนหนึ่งไม่ต้องแบกคนเดียวอีกต่อไป


