สำหรับหลายคน ภาพของการทำงานพัฒนาเด็กอาจเป็นการมอบทุนการศึกษา จัดกิจกรรม หรือให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวที่เผชิญความยากลำบาก แต่เบื้องหลังผลลัพธ์เหล่านั้น ยังมีคนทำงานอีกจำนวนมากที่ใช้เวลาอยู่ในชุมชน รับฟัง เรียนรู้ และเดินเคียงข้างผู้คนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
หนึ่งในนั้นคือ นายวินัย สิงห์ทอง หรือ พี่นัย เจ้าหน้าที่มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย พื้นที่ดำเนินงานอำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ ผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับเด็ก ครอบครัว และชุมชนมาเป็นเวลาหลายปี
จากประสบการณ์การทำงานในพื้นที่ พี่นัยบอกว่า สิ่งที่ท้าทายที่สุดไม่ได้อยู่ที่ข้อจำกัดด้านงบประมาณ ความยากลำบากในการเดินทาง หรือการทำงานนอกเวลาราชการ แต่เป็นเรื่องของ การเปลี่ยนความคิด ของผู้คนในชุมชน
เพราะในความเป็นจริง โครงการพัฒนาต่าง ๆ ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ตลอดไป ไม่ว่าจะดำเนินงาน 5 ปี 10 ปี หรือ 15 ปี สุดท้ายก็จะมีวันที่องค์กรต้องส่งต่อบทบาทกลับคืนสู่ชุมชน หากคนในพื้นที่มองว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความช่วยเหลือจากภายนอก เมื่อโครงการสิ้นสุดลง ทุกอย่างก็อาจหยุดตามไปด้วย
นั่นทำให้ตลอดการทำงานที่ผ่านมา พี่นัยพยายามตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เสมอว่า ‘จะทำอย่างไรให้สิ่งที่สร้างขึ้นยังคงอยู่ต่อไป แม้วันที่ศุภนิมิตไม่ได้อยู่ในพื้นที่แล้ว’
คำตอบที่เขาพบ คือการทำให้คนในชุมชนรู้สึกว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นของพวกเขาเอง
“ผมพยายามทำอย่างไรให้ชุมชนรู้สึกว่า นี่คือสิ่งของเขา ไม่ใช่ของศุภนิมิต”
ประโยคสั้น ๆ นี้สะท้อนหัวใจสำคัญของแนวทางการทำงานของศุภนิมิตได้เป็นอย่างดี เพราะการพัฒนาอย่างยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการนำโครงการเข้าไปดำเนินการเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการสร้างการมีส่วนร่วม จนผู้คนในชุมชนรู้สึกเป็นเจ้าของและพร้อมสานต่อสิ่งที่ร่วมกันสร้างขึ้น
แน่นอนว่ากระบวนการเช่นนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในเวลาอันสั้น แต่ละชุมชนมีบริบท วิถีชีวิต และมุมมองที่แตกต่างกัน คนทำงานจึงต้องใช้เวลาในการสร้างความไว้วางใจ รับฟังความคิดเห็น และเรียนรู้จากชุมชนไปพร้อมกัน
“บางเรื่องเราใช้เวลาเป็นปี กว่าที่ชาวบ้านจะเปิดใจ หรือกว่าที่เขาจะเชื่อว่าเราไม่ได้เข้ามาเพื่อทำโครงการแล้วจากไป แต่เข้ามาเพื่อทำงานร่วมกับเขาจริง ๆ การสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจจึงเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง บางวันเราไม่ได้จัดกิจกรรมอะไรเลย แต่ใช้เวลาพูดคุยกับผู้ปกครอง เข้าประชุมกับผู้นำชุมชน หรือเยี่ยมครอบครัวเด็ก เพราะการทำความเข้าใจผู้คนคือหัวใจสำคัญของการทำงานในพื้นที่” พี่นัยกล่าว
นอกจากการทำงานกับเด็กโดยตรงแล้ว มูลนิธิศุภนิมิตฯ ยังทำงานร่วมกับผู้ปกครอง โรงเรียน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานด้านเด็กและครอบครัว รวมถึงภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ในพื้นที่ เพราะเราเชื่อว่า การพัฒนาเด็กไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการทำงานกับเด็กเพียงลำพัง แต่ต้องเสริมสร้างสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็กให้เข้มแข็งไปพร้อมกัน
ผลลัพธ์ของการทำงานจึงไม่ได้วัดเพียงจำนวนกิจกรรมที่จัดขึ้นหรือจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ แต่สะท้อนผ่านความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของผู้คน
สำหรับพี่นัย หนึ่งในความภาคภูมิใจที่สุดคือการได้เห็นกิจกรรมที่เคยร่วมกันเริ่มต้นยังคงดำเนินต่อไป แม้เวลาจะผ่านมาหลายปีแล้วก็ตาม หลายโครงการมีคนในชุมชนลุกขึ้นมารับช่วงต่อ บริหารจัดการ และพัฒนาต่อด้วยตนเอง
ยิ่งไปกว่านั้น ในวันที่ศุภนิมิตต้องกลับเข้าไปขอความร่วมมือ ไม่ว่าจะเพื่อจัดกิจกรรม เชิญวิทยากร หรือประสานงานด้านต่าง ๆ ชุมชนยังคงตอบรับด้วยความเต็มใจ ความสัมพันธ์ที่สร้างขึ้นตลอดหลายปีไม่เพียงนำไปสู่ความร่วมมือ แต่ยังกลายเป็นความไว้วางใจที่หยั่งรากลึกในชุมชน
อีกภาพหนึ่งที่สร้างความประทับใจให้กับพี่นัยเสมอ คือการได้เห็นเด็ก ๆ เติบโตขึ้น
ในฐานะเจ้าหน้าที่พื้นที่ เขาได้เห็นเด็กหลายคนตั้งแต่วัยเยาว์ ได้ร่วมกิจกรรม เรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง จนวันหนึ่งเด็กเหล่านั้นกลับมาพร้อมข่าวดี
“ผมเรียนจบแล้วครับ”
“ตอนนี้หนูเป็นครูแล้วค่ะ”
“หนูกำลังทำงานเป็นพยาบาลค่ะ”
แม้จะเป็นเพียงประโยคสั้น ๆ แต่สำหรับคนทำงานในพื้นที่แล้ว นี่คือรางวัลที่มีความหมายอย่างยิ่ง
พี่นัยเล่าว่า เด็กบางคนยังเก็บแฟ้มสะสมผลงานและเกียรติบัตรจากกิจกรรมที่เคยทำร่วมกับศุภนิมิตเอาไว้ บางคนนำไปใช้สมัครเรียนต่อหรือสมัครงาน สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่สะท้อนให้เห็นว่า ประสบการณ์ที่ได้รับตลอดช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตยังคงมีคุณค่าและสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขาจนถึงวันนี้
ทุกครั้งที่ได้รับข่าวว่าเด็กคนหนึ่งเรียนจบ มีอาชีพที่มั่นคง หรือสามารถใช้ศักยภาพของตนเองสร้างประโยชน์ให้กับสังคม พี่นัยรู้สึกเหมือนได้เห็นความฝันของหลายฝ่ายเกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งความฝันของเด็ก ครอบครัว ผู้สนับสนุน และคนทำงานในพื้นที่
เรื่องราวเหล่านี้จึงไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ของโครงการ แต่สะท้อนบทบาทของมูลนิธิศุภนิมิตในฐานะองค์กรที่ทำงานร่วมกับเด็ก ครอบครัว และชุมชนอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพ โภชนาการ การศึกษา การพัฒนาทักษะชีวิต การคุ้มครองเด็ก ไปจนถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวและชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว
เมื่อมองย้อนกลับไป พี่นัยเชื่อว่า ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิตของเด็กคนหนึ่ง หรือการเติบโตของชุมชนหนึ่งแห่ง ไม่ได้เกิดจากคนทำงานเพียงลำพัง แต่เกิดจากความร่วมมือของทุกคนที่มีส่วนร่วมบนเส้นทางเดียวกัน
และนั่นคือสิ่งที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ มุ่งมั่นมาตลอดกว่า 50 ปีของการทำงานในประเทศไทย ไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือเด็กในวันนี้ แต่คือการสร้างรากฐานที่เข้มแข็ง เพื่อให้เด็ก ครอบครัว และชุมชนสามารถก้าวต่อไปได้ด้วยศักยภาพของตนเอง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนในวันข้างหน้า


