มื้อเช้าเพื่อน้องท้องอิ่ม: จากการจุดประกายของมูลนิธิศุภนิมิต สู่ความร่วมมือของทั้งชุมชน

จากปัญหาเด็กมาเรียนขณะท้องว่าง สู่โครงการที่ช่วยให้เด็กอิ่มท้อง พร้อมเรียนรู้ และได้รับการสานต่อโดยชุมชนจนถึงทุกวันนี้

ในตำบลโพธิ์หมากแข้ง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ เด็กเล็กหลายคนเติบโตขึ้นท่ามกลางครอบครัวที่ประกอบอาชีพทำสวนยางพารา ผู้ปกครองต้องออกจากบ้านตั้งแต่ช่วงดึกเพื่อกรีดยาง และกลับมาอีกครั้งในช่วงเช้ามืด ทำให้เด็กจำนวนไม่น้อยมาโรงเรียนโดยยังไม่ได้รับประทานอาหารเช้า

เมื่อมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยเริ่มทำงานในพื้นที่ในปี 2559 หนึ่งในสิ่งที่เจ้าหน้าที่พบคือ ปัญหาด้านโภชนาการและความพร้อมในการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการทำงานของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง

นางสาวโชติกา ยศพลพิเนต ผู้อำนวยการกองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์หมากแข้ง เล่าว่า การเข้ามาของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ไม่ได้เป็นเพียงการนำโครงการเข้ามาสนับสนุน แต่เป็นการเชื่อมโยงคนในชุมชนเข้าด้วยกัน

“พอศุภนิมิตมาปุ๊บ มีการประชุม มีการตั้งคณะกรรมการ ทำให้แต่ละส่วนไม่ว่าจะเป็น อบต. ชุมชน โรงพยาบาล โรงเรียน และผู้ปกครอง ได้มาคุยกัน ได้มาปรึกษาหารือกัน โดยที่ศุภนิมิตเป็นผู้ประสานงานค่ะ”

จากการพูดคุยร่วมกันของหลายภาคส่วน นำมาสู่การริเริ่มโครงการมื้อเช้าเพื่อน้องท้องอิ่ม ในปี 2560 โดยมูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้สนับสนุนงบประมาณสำหรับอาหารเช้าและนมให้แก่เด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

“เขาจะสนับสนุนค่าอาหารเช้าเพื่อน้องท้องอิ่ม จำนวนเงินยี่สิบบาท แล้วก็มีนมกล่องเล็ก ๆ ด้วย ซึ่งก็เป็นโครงการที่ดีค่ะ” ผอ. โชติกากล่าว

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเริ่มปรากฏให้เห็นไม่นานหลังจากนั้น

ผอ. โชติกา ได้พูดถึงการเปลี่ยนแปลงที่เธอสังเกตเห็นด้วยตัวเองว่า “รู้สึกว่าเด็กมีสุขภาพที่ดีขึ้น ็ตั้งใจเรียน แล้วก็มีสมาธิในการเรียนมากขึ้น ที่เราสังเกตเห็นนะคะ”

สำหรับครูและผู้ดูแลเด็ก ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือ เด็กมีพลังในการเรียนรู้มากขึ้น งอแงน้อยลง และพร้อมทำกิจกรรมตลอดทั้งวัน เพราะไม่ต้องเผชิญกับความหิวในช่วงเช้า

เมื่อโครงการดำเนินมาระยะหนึ่ง มูลนิธิศุภนิมิตฯ เริ่มถอนการสนับสนุนตามแนวทางการพัฒนาที่มุ่งให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการและขับเคลื่อนงานต่อได้ด้วยตนเอง แต่ก่อนถอนตัว ได้เปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายร่วมกันหารือถึงแนวทางการสานต่อโครงการ โดยมีการประชุมกันระหว่างมูลนิธิศุภนิมิตฯ อบต. และผู้ปกครอง

แม้องค์การบริหารส่วนตำบลจะพยายามจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนอาหารเช้า แต่ข้อจำกัดด้านระเบียบงบประมาณทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้ในระยะยาว สุดท้ายผู้ปกครองจึงร่วมกันสมทบค่าใช้จ่ายเพื่อให้เด็ก ๆ ยังคงได้รับอาหารเช้าต่อไป

“มันเป็นกิจกรรมที่ดีมาก เป็นโครงการที่ทำให้สุขภาพของเด็กเราดี แล้วก็ได้รับอาหารเช้า ผู้ปกครองก็เลยสมทบมา ตอนนี้เก็บหัวละ 5 บาท เป็นเดือน เดือนละหนึ่งร้อยบาท”

เบื้องหลังอาหารเช้าทุกมื้อ มีอีกหนึ่งคนที่กลายเป็นหัวใจสำคัญของศูนย์เด็กเล็กแห่งนี้

เด็ก ๆ เรียกเธอว่า ‘ยายลี’

ยายลีคือแม่ครัวที่ทำอาหารให้เด็ก ๆ ในศูนย์เด็กเล็ก ทานทุกเช้า เธอเริ่มต้นทำอาหารให้เด็ก ๆ ในวันที่ศูนย์ยังมีงบประมาณจำกัด และยอมรับว่าตอนนั้นยังไม่มีประสบการณ์มากนัก

“เมื่อก่อนแม่ทำอะไรไม่เป็นเลยนะ อันนั้นอันนี้ก็ไม่รู้จักเลย ก็เลยลองทำดู เหมือนเจียวแต่ไข่ให้ลูกกิน”

จากวันแรกที่เริ่มต้นด้วยการลองผิดลองถูก วันนี้ยายรีกลายเป็นคนที่เด็ก ๆ ฝากท้องไว้ทุกเช้า ไม่ใช่เพียงเพราะรสชาติอาหาร แต่เพราะความใส่ใจที่เธอมอบให้กับเด็กทุกคน หากเด็กคนไหนไม่ชอบแตงโม เธอจะหากล้วยหรือผลไม้อื่นมาทดแทน หากเด็กคนไหนหิวระหว่างวัน ก็จะมีอาหารว่างเตรียมไว้เสมอ

“เด็กไม่กินแตงโม เขาก็จะนั่งดูคนอื่น แต่เราก็จะมีกล้วยสำรองไว้ให้ บางทีก็เอาขนมมาไว้สำรองให้เขาช่วงพักเบรก”

ยายลีรู้ดีว่าเด็กหลายคนเดินทางมาถึงศูนย์โดยยังไม่ได้กินอะไรเลย เธอเล่าว่า “พ่อแม่ส่วนมากก็อยู่ที่สวนยาง ทำมาหากินตอนเช้า บางทีก็ล้างหน้าแต่งตัวมาเลย เด็กก็เลยมากินอยู่นี่”

สำหรับยายลี สิ่งที่ทำให้เธอยังคงดูแลอาหารเช้าให้เด็ก ๆ อย่างต่อเนื่องมาตลอดหลายปี คือความสุขที่ได้เห็นเด็ก ๆ กินอิ่มในทุกเช้า และความผูกพันที่ค่อย ๆ เติบโตขึ้นระหว่างเธอกับเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

“พอเห็นเด็กได้กินอิ่ม เราก็มีความสุขค่ะ ความสุขแบบนี้มันซื้อไม่ได้… มีผู้ปกครองหลายคนเล่าว่า พอลูกหลานออกจากศูนย์ไปแล้ว กินข้าวยากขึ้น บางทีก็ต้องบอกว่า ‘ยายลีฝากมาให้กินนะ’ เด็กถึงจะยอมกิน บางคนซื้อกับข้าวอย่างแกงจืดหรือไข่พะโล้กลับไปให้หลาน แต่เด็กก็บอกว่ารสชาติไม่เหมือนที่ยายลีทำ

ไม่รู้หรอกค่ะว่ามันอร่อยไหม แต่เราทำด้วยใจ คนชอบถามว่าใส่อะไรลงไปถึงอร่อย ยายก็ตอบว่า ‘ใส่ใจ’ ค่ะ”

คำพูดเรียบง่ายของยายลีสะท้อนให้เห็นว่า อาหารเช้าทุกมื้อไม่ได้เป็นเพียงการเติมเต็มความหิว แต่เป็นการส่งต่อความรัก ความเอาใจใส่ และความรู้สึกอบอุ่นที่เด็ก ๆ สามารถรับรู้ได้จากคนที่ดูแลพวกเขาในทุกวัน

ปัจจุบัน โครงการมื้อเช้าเพื่อน้องท้องอิ่มยังคงดำเนินต่อไปที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในตำบลโพธิ์หมากแข้ง ด้วยความร่วมมือของครู ผู้ปกครอง และชุมชนที่ยังคงเห็นความสำคัญของอาหารเช้าสำหรับเด็กปฐมวัย

แม้บทบาทของมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยในพื้นที่จะเปลี่ยนไป แต่สิ่งที่เริ่มต้นไว้ยังคงได้รับการสานต่อจากผู้คนในชุมชน ทุกเช้าเด็ก ๆ ยังคงได้มานั่งล้อมวงรับประทานอาหารร่วมกัน ได้เริ่มต้นวันใหม่ด้วยพลังงานที่พร้อมสำหรับการเรียนรู้ และได้รับการดูแลจากผู้ใหญ่ที่เห็นคุณค่าในอนาคตของพวกเขา

เพราะการเติบโตของเด็กคนหนึ่งไม่ได้เกิดจากความพยายามของคนคนเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือของครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และผู้คนรอบตัวที่ร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างมีคุณภาพในทุกวัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ป้ายกำกับ
Climate Change CSR Migrant SDG กลุ่มชาติพันธุ์ การจัดการภัยพิบัติ การพัฒนาสถานศึกษา การพัฒนาสถานะบุคคล การพัฒนาเยาวชน การมีส่วนร่วมของเด็ก ครอบครัวสุขสันต์ ครอบครัวอยู่ดีมีสุข ความมั่นคงทางอาหาร ความยั่งยืน ความยุติธรรมในสังคม (Social Justice) ความรับผิดชอบต่อสังคม ความรุนแรงต่อเด็ก ความเชื่อและการพัฒนา งานรณรงค์เพื่อเด็ก จิตอาสา ทักษะชีวิตเยาวชน ทักษะอาชีพเยาวชน นโยบายการพัฒนาเด็ก น้ำเพื่อชีวิต บริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน บริจาคทุนการศึกษา บริจาคเงิน ปกป้องคุ้มครองเด็ก ประชากรข้ามชาติ ผู้นำเยาวชน พัฒนาการศึกษา พัฒนาชุมชน ภัยพิบัติ ยุติวัณโรค/End TB ยุติเอดส์/Stop AIDS สังคมแห่งการแบ่งปัน สิทธิมนุษยชน สิทธิเด็ก ส่งน้องจบ ป-ตรี อดีตเด็กในความอุปการะ เด็กยากไร้ เด็กไร้รัฐ เสียงเด็กและเยาวชน แรงงานข้ามชาติ/ประชากรข้ามชาติ แรงงานต่างชาติ

ข่าวอื่นๆ

น้ำท่วมพังงา สายธารน้ำใจหลั่งไหลสู่เด็กและครอบครัวที่เดือดร้อน

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยตอบสนองสถานการณ์น้ำท่วมพังงา ลงพื้นที่ช่วยเหลือเด็กและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบผ่านโรงครัวชุมชนและการแจกจ่ายถุงยังชีพ 300 ชุด เพื่อฟื้นฟูคุณภาพชีวิตในภาวะวิกฤต
อ่านต่อ »
0