เช้าวันหนึ่งในอำเภอเล็ก ๆ ของจังหวัดบึงกาฬ ทุ่งนาเงียบสงบทอดยาวไปจนสุดสายตา เด็ก ๆ บางคนกำลังเดินไปโรงเรียน ขณะที่บางคนยังคงวิ่งเล่นอยู่หน้าบ้าน ภาพเหล่านี้อาจดูธรรมดา แต่สำหรับ ครูจ่า หรือ จ.ส.ท.สมบูรณ์ โล่ห์คำ มันคือภาพของ ความหวัง ความหวังที่ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้หล่นหายไปตามข้อจำกัดของชีวิต
ครูจ่าเป็นอาสาสมัครของมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย และเรื่องราวของเขาแทบจะแยกไม่ออกจากเส้นทางการทำงานของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ในพื้นที่แห่งนี้ โดยมี เด็ก เป็นศูนย์กลางของทุกการเปลี่ยนแปล
กว่า 10 ปีก่อน มูลนิธิศุภนิมิตฯ เริ่มเข้ามาทำงานในอำเภอบึงโขงหลง ด้วยแนวคิดสำคัญที่ว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องเริ่มจากการเข้าใจชีวิตของเด็ก เพราะเด็กไม่ใช่แค่ผู้รับความช่วยเหลือ แต่คืออนาคตของครอบครัวและชุมชน การทำงานจึงไม่ใช่เพียงการให้สิ่งของ แต่คือการมองเด็กอย่างรอบด้าน ทั้งครอบครัว ชุมชน และบริบทที่เขาเติบโตมา
ในช่วงเริ่มต้นนั้น มูลนิธิศุภนิมิตฯ พบชัดว่า การทำงานให้เกิดผลจริงในระดับชุมชน ไม่สามารถขับเคลื่อนจากคนนอกเพียงอย่างเดียวได้ เพราะความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต้องอาศัย คนในพื้นที่ ที่เข้าใจบริบทชีวิต เข้าถึงครอบครัว และได้รับความไว้วางใจจากชุมชน
ครูจ่าย้อนเล่าว่า ในตอนนั้น เขาไม่ได้คิดจะเป็นอาสาสมัคร เพียงแค่มีคนชวนให้ลองลงไปดูโรงเรียน 13 แห่ง และชุมชนอีก 13 หมู่บ้านในพื้นที่บึงโขงหลง ว่าต้องการความช่วยเหลือหรือมีปัญหาอะไรบ้าง
“ตอนนั้นเขาแค่ให้ครูไปดูว่าชุมชนเราต้องการอะไรบ้าง…ไม่ได้คิดว่าจะกลายมาเป็นอาสาสมัครเลย” ครูจ่าเล่า แต่การ ไปดูครั้งนั้น ทำให้เขาเห็นเด็กที่มาโรงเรียนโดยไม่มีอาหารเพียงพอ เห็นครอบครัวที่รายได้ไม่มั่นคง และเห็นโอกาสที่ยังไปไม่ถึง
นั่นคือจุดที่ครูจ่าเริ่มเข้าใจสิ่งเดียวกับที่มูลนิธิศุภนิมิตมองเห็น ว่าการดูแลเด็กให้ดีขึ้น ต้องดูแลทั้งระบบชีวิตของพวกเขา
จากวันนั้น การทำงานของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ในพื้นที่จึงค่อย ๆ ต่อเนื่องและลึกขึ้น จากการช่วยเหลือพื้นฐาน ไปสู่การดูแลเด็กอย่างรอบด้าน ทั้งการศึกษา อาหาร โภชนาการ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยให้เด็กเติบโตได้อย่างเหมาะสม
ขณะเดียวกัน ครอบครัวของเด็กก็ได้รับการพัฒนาไปพร้อมกัน ทั้งการฝึกอาชีพ การเสริมรายได้ และการสร้างความเข้าใจเรื่องการดูแลเด็ก เพราะมูลนิธิศุภนิมิตฯ เชื่อว่า เด็กจะเติบโตได้ดี ก็ต่อเมื่อครอบครัวของเขาเข้มแข็ง
เมื่อครูจ่าเกษียณจากอาชีพครู เส้นทางนี้กลับชัดเจนขึ้น มูลนิธิศุภนิมิตฯ ชวนเขากลับมาร่วมงาน และมอบบทบาทสำคัญในฐานะประธานอาสาสมัครระดับอำเภอ
“ครูเกษียณแล้วก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะหยุดทำประโยชน์ให้คนอื่น” ครูจ่าพูดด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยพลัง
จากครูในห้องเรียน ครูจ่ากลายเป็นคนที่อยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในชีวิตจริงของเด็ก ทำหน้าที่เชื่อมต่อการทำงานของมูลนิธิฯ สู่ชุมชน ลงพื้นที่ พูดคุย รับฟัง และติดตามว่าเด็กแต่ละคนได้รับโอกาสอย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่
สำหรับครูจ่า งานนี้ไม่ใช่เพียงการทำหน้าที่ แต่คือการเข้าใจชีวิตเด็กอย่างแท้จริง “งานนี้ไม่ใช่แค่ทำตามหน้าที่ แต่ต้องเข้าใจชีวิตของเขาจริง ๆ ว่าเขาขาดอะไร และเราจะช่วยเขาได้ยังไง”
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงค่อย ๆ ปรากฏ ไม่ใช่แค่ในรายงาน แต่ในชีวิตจริงของเด็กและครอบครัว
- เด็กที่เคยมองไม่เห็นอนาคต เริ่มเห็นเส้นทางของตัวเอง
- เด็กที่เคยขาดแคลน เริ่มมีโอกาสเรียนรู้และเติบโต
- ครอบครัวที่เคยดิ้นรน เริ่มมีความมั่นคงมากขึ้น
ครูจ่าเล่าต่อว่า “เมื่อก่อนบางบ้านไม่มีแม้แต่ข้าวกิน แต่วันนี้เขามี ไม่ใช่แค่พอกิน แต่เริ่มวางแผนชีวิตได้” คำว่า วางแผนชีวิตได้ สำหรับเด็กคนหนึ่ง อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทั้งชีวิต และเมื่อเด็กเปลี่ยน ครอบครัวก็เปลี่ยน และชุมชนก็เปลี่ยนตามไปด้วย
นี่คือหัวใจของการทำงานของมูลนิธิศุภนิมิตฯ การพัฒนาโดยยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง และขยายผลไปสู่ครอบครัวและชุมชน เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงนั้นยั่งยืนจริง
ครูจ่าจึงไม่ใช่เพียงอาสาสมัครคนหนึ่ง แต่คือส่วนหนึ่งของระบบความเปลี่ยนแปลงนี้ เป็นคนที่ช่วยทำให้พันธกิจของมูลนิธิญฯ เกิดขึ้นจริง ในชีวิตของเด็กเปราะบาง
ก่อนจบบทสนทนา ครูจ่าฝากคำง่าย ๆ แต่มีความหมายลึกซึ้ง “อยากให้คนรุ่นหลังทำด้วยใจ ทำด้วยศรัทธา อย่าไปคิดเรื่องค่าตอบแทน เพราะสิ่งที่ได้กลับมา มันมีค่ากว่านั้นมาก” และนั่นเอง คือสิ่งที่ทำให้การทำงานของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือระยะสั้น แต่เป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เติบโตไปพร้อมกับชีวิตของเด็กและคุณเองก็อาจเป็น ‘หนึ่งคน’ ที่เปลี่ยนชีวิตเด็กคนหนึ่งได้จริง


