ยืนหยัดเคียงข้างเด็ก แม้พ้นจากแนวหน้าของความขัดแย้ง
“เมื่อได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์ เด็ก ๆ จะรีบหาที่หลบซ่อนทันที” ผู้อำนวยการโรงเรียนสะท้อนสิ่งที่เด็ก ๆ ต้องเผชิญ หลังเกิดเหตุการณ์ความสงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา
เมื่อวันที่ 15 กรกฏาคม 2026 ที่ผ่านมา คณะกรรมการอำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยได้ลงพื้นที่ดำเนินโครงการพัฒนาจังหวัดสระแก้ว พบปะเด็ก ครอบครัว ครู ผู้นำชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และภาคีเครือข่าย เพื่อเรียนรู้ว่าคำว่า ‘การฟื้นฟู’ มีความหมายอย่างไรสำหรับผู้คนที่อยู่ในพื้นที่จริง
สิ่งที่ได้ยินตลอดการเดินทางครั้งนี้สะท้อนว่า แม้เหตุการณ์ฉุกเฉินจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่เส้นทางสู่คุณภาพชีวิตที่ดีของเด็กยังคงดำเนินต่อไป การฟื้นฟูที่แท้จริงเริ่มต้นจากการรับฟังเสียงของผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง โดยครูได้เล่าถึงเด็กจำนวนไม่น้อยที่ต้องออกจากโรงเรียนหลังจบระดับประถมศึกษาเพราะความยากจน ขณะที่ผู้นำชุมชนสะท้อนปัญหาครอบครัวเปราะบาง สุขภาพจิตของเด็กที่น่าเป็นห่วง รวมถึงความเสี่ยงจากการค้ามนุษย์และการแสวงประโยชน์จากเด็ก ส่วนหน่วยงานท้องถิ่นอธิบายว่า การอพยพจากเหตุการณ์ความไม่สงบยิ่งซ้ำเติมความเปราะบางที่มีอยู่เดิม และเด็กจำนวนมากยังคงใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดกลัวแม้จะกลับบ้านแล้วก็ตาม
เช่นเดียวกับผู้อำนวยการโรงเรียนที่สะท้อนว่า “เมื่อเด็กได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์ เขาจะตกใจและรีบหาที่หลบหรือมองหาผู้ใหญ่ทันที แม้แต่การซ้อมอพยพก็ยังทำให้เด็ก ๆ รู้สึกหวาดกลัว“
บทสนทนาเหล่านี้ทำให้เห็นชัดว่า การคุ้มครองเด็กไม่สามารถแก้ไขได้เพียงปัญหาใดปัญหาหนึ่ง แต่ต้องมองอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งการศึกษา การคุ้มครองเด็ก การดูแลสุขภาพ สุขภาวะทางจิตใจ และสถานะทางกฎหมาย
จากการช่วยชีวิตในภาวะฉุกเฉิน สู่การสร้างคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนสำหรับเด็ก
ภายหลังเหตุการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยได้ร่วมมือกับภาคีด้านเด็กในการช่วยเหลือเด็กและครอบครัวที่อาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวใน 7 จังหวัดชายแดน
ความร่วมมือดังกล่าวสามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนกว่า 71,500 คน รวมถึงเด็กกว่า 25,000 คน ผ่านการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การจัดพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก หรือ ศูนย์เพื่อนเด็ก (Child Friendly Spaces: CFS) และการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตและการเยียวยาจิตใจ (Mental Health and Psychosocial Support: MHPSS) เพื่อช่วยให้ชุมชนเริ่มต้นเส้นทางการฟื้นฟู
การตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากมูลนิธิศุภนิมิตฯ ทำงานร่วมกับชุมชนในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องก่อนเกิดเหตุ ทั้งด้านการคุ้มครองเด็ก การศึกษา สุขภาพและสุขอนามัย การส่งเสริมสถานะทางกฎหมายของเด็ก และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน เมื่อเกิดวิกฤต ความสัมพันธ์และความไว้วางใจที่สร้างไว้จึงช่วยให้การช่วยเหลือที่จำเป็นเข้าถึงเด็กและครอบครัวได้อย่างทันท่วงที และเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย งานด้านมนุษยธรรมก็สามารถต่อยอดจากงานพัฒนาที่มีอยู่เดิม เพื่อให้เด็กไม่เพียงผ่านพ้นวิกฤต แต่ยังสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคง
เด็กทุกคนสมควรได้รับมากกว่าการมีชีวิตรอด แต่ควรได้รับโอกาสในการเติบโตอย่างมีคุณภาพและศักดิ์ศรี
หนึ่งในเรื่องราวที่สร้างความประทับใจแก่คณะกรรมการอำนวยการ ไม่ใช่เรื่องของการแจกจ่ายความช่วยเหลือ แต่เป็นเรื่องของ ‘สิทธิ’
ครอบครัวของน้องตี๋ เด็กในความอุปการะของมูลนิธิศุภนิมิตฯ เล่าว่า พวกเขาพยายามดำเนินการขอทำบัตรประจำตัวประชาชนให้บุตรมานานกว่า 7–8 ปี แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ จนกระทั่งได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากมูลนิธิฯ ในการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้น้องตี๋ได้รับบัตรประจำตัวประชาชนภายในเวลาเพียง 2 วัน
สำหรับเด็กคนหนึ่ง บัตรประชาชนไม่ใช่เพียงเอกสารราชการ หากแต่เป็นกุญแจสำคัญที่เปิดโอกาสให้เข้าถึงการศึกษา การรักษาพยาบาล และการคุ้มครองตามกฎหมาย ซึ่งล้วนเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เด็กทุกคนพึงได้รับ เรื่องราวนี้สะท้อนแนวทางการทำงานของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ที่ไม่ได้มุ่งตอบสนองเพียงความต้องการเฉพาะหน้า แต่ยังมุ่งขจัดอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ขัดขวางไม่ให้เด็กสามารถใช้สิทธิ เข้าถึงบริการที่จำเป็น และพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่
ความร่วมมือ…คือรากฐานสำคัญของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
ตลอดการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะกรรมการอำนวยการไม่ได้รับฟังเพียงเสียงจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังได้รับฟังมุมมองจากหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่ายที่ทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาเด็กในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง
ผู้แทนสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกล่าวถึงความมุ่งมั่นของมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยในการทำงานเพื่อเด็กและครอบครัว พร้อมชื่นชมความเข้าใจบริบทของพื้นที่และการทำงานร่วมกับชุมชนอย่างใกล้ชิด อีกทั้งแสดงความหวังว่าจะมีเด็กเปราะบางได้รับโอกาสจากโครงการมากยิ่งขึ้นในอนาคต
เสียงสะท้อนในทิศทางเดียวกันยังมาจากผู้บริหารโรงเรียนหลายแห่ง ซึ่งกล่าวถึงความร่วมมือที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยครูผู้สอนสะท้อนว่าการสนับสนุนของมูลนิธิฯ ช่วยเสริมศักยภาพของโรงเรียนและเปิดโอกาสให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้าน
“ศุภนิมิตทำงานด้วยความจริงใจ”
ขณะที่ผู้นำท้องถิ่นเน้นย้ำถึงความสำคัญของการช่วยเหลือเด็กจากครอบครัวเปราะบางและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง นายอำเภอท่านหนึ่งกล่าวสั้น ๆ แต่กินใจว่า
“ขอบคุณที่ไม่ลืมคนชายแดน”
ถ้อยคำเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนความชื่นชมต่อการดำเนินงานในพื้นที่ แต่ยังสะท้อนถึงความไว้วางใจที่เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง บนพื้นฐานของความรับผิดชอบร่วมกันในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและอนาคตที่มั่นคงสำหรับเด็กทุกคน.
เด็กคือหุ้นส่วนสำคัญของการเปลี่ยนแปลง
ที่โรงเรียนระดับตำบลแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ดำเนินงานของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้ถ่ายทอดโครงการ Trash to Cash ซึ่งเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า ฝาขวดพลาสติกถูกนำมาสร้างเป็นพวงกุญแจห้อยโทรศัพท์ จานรองแก้ว และของตกแต่งสีสันสดใส ส่วนซองนมถูกนำมาสานเป็นพวงมาลัยแบบไทยอย่างประณีต กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม และทักษะอาชีพที่สามารถต่อยอดในอนาคตได้
คณะกรรมการอำนวยการยังได้พบกับน้องอ้อมแอ้ม หนึ่งในนักเรียนที่อยู่ในโครงการอุปการะ ซึ่งสร้างความประทับใจด้วยความมุ่งมั่นเธอเล่าว่า การได้เห็นเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิศุภนิมิตฯ สื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว เป็นแรงบันดาลใจให้เธอตั้งใจเรียนจนสามารถสอบเข้าโครงการ English Programme ของโรงเรียน เพราะเธออยากพูดภาษาอังกฤษได้เช่นเดียวกัน
เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนหลักการสำคัญของการทำงานของมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยว่า เด็กไม่ใช่เพียงผู้รับประโยชน์จากโครงการพัฒนา หากแต่เป็นผู้นำ นักสร้างสรรค์ และผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ซึ่งในช่วงสะท้อนบทเรียน น้องอ้อมแอ้มกล่าวด้วยรอยยิ้มและความมุ่งมั่นว่า “หนูอยากเป็นกระบอกเสียงให้กับเด็กที่ยังต้องการความช่วยเหลือ”
เมื่อความขัดแย้งผ่านพ้น แต่ผลกระทบยังคงอยู่ เราจึงต้องเดินหน้าฟื้นฟู
นอกจากนี้ คณะกรรมการอำนวยการยังได้เดินทางไปเยี่ยมคุณแม่นกน้อย ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา หลังบ้านพักอาศัยได้รับความเสียหายอย่างหนักทั้งหลัง ซึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของครอบครัว แต่ยังทิ้งร่องรอยบาดแผลทางจิตใจที่ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู
ระหว่างการพูดคุย คุณแม่นกน้อยได้ย้อนเล่าถึงวันที่เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น วันที่เสียงระเบิดทำลายความสงบของหมู่บ้านและเปลี่ยนชีวิตของผู้คนในชุมชนไปอย่างสิ้นเชิง เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า
“ไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับชาวบ้านธรรมดาอย่างพวกเรา”
ปัจจุบัน ครอบครัวของคุณแม่นกน้อยได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ และอยู่ระหว่างการซ่อมแซมบ้าน เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวได้กลับมามีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม การฟื้นฟูหลังวิกฤตไม่ได้หมายถึงเพียงการซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเยียวยาสภาพจิตใจและการสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้กลับคืนสู่เด็กและครอบครัวในชุมชนด้วย
เจ้าหน้าที่แนวหน้าของมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยซึ่งทำงานใกล้ชิดกับชุมชน เล่าว่า ภารกิจไม่ได้สิ้นสุดลงเพียงการให้ความช่วยเหลือในช่วงอพยพหรือในภาวะฉุกเฉิน แต่ยังรวมถึงการเดินเคียงข้างเด็กและครอบครัวในระยะยาว เพื่อช่วยให้เด็กกลับมายิ้มได้อีกครั้ง ผ่านพื้นที่ปลอดภัย ความสัมพันธ์ที่อบอุ่น และโอกาสในการเรียนรู้ที่ช่วยให้พวกเขาก้าวต่อไปด้วยความหวังและความมั่นใจในอนาคต
สร้างความหวังที่ยั่งยืน ให้เด็กทุกคนเติบโตอย่างมั่นใจ
เมื่อสิ้นสุดการลงพื้นที่ คณะกรรมการอำนวยการได้ร่วมกันสะท้อนสิ่งที่ได้เรียนรู้ ไม่เพียงถึงความท้าทายที่เด็กตามแนวชายแดนกำลังเผชิญ แต่ยังรวมถึงพลังของความร่วมมือในพื้นที่ที่ช่วยคุ้มครองสิทธิของเด็ก
คณะกรรมการอำนวยการเห็นตรงกันว่า บทบาทของมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน แต่เป็นการเชื่อมโยงงานด้านมนุษยธรรมกับการพัฒนาระยะยาว ผ่านการเสริมสร้างระบบคุ้มครองเด็ก การศึกษา สุขภาพ สุขภาพจิตและการเยียวยาจิตใจ การส่งเสริมสถานะทางกฎหมายการพัฒนาทักษะอาชีพ ภาวะผู้นำของเยาวชน การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ โรงเรียน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชน เพื่อเสริมสร้างระบบที่ทำให้เด็กและเยาวชนสามารถใช้สิทธิ พัฒนาทักษะที่จำเป็น และพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต
การลงพื้นที่ครั้งนี้ตอกย้ำว่า การคุ้มครองเด็กไม่ใช่เพียงการตอบสนองต่อวิกฤต แต่คือการลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของเด็ก ความเข้มแข็งของระบบในพื้นที่ และความร่วมมือที่ทำให้เด็กทุกคนมีความปลอดภัย สามารถใช้สิทธิของตน และเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ
นี่คือแนวทางที่มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยขับเคลื่อน Bold Hope ให้เกิดขึ้นจริง และทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อ Make Hope Real สำหรับเด็กทุกคน.


