จากภาพวาดในห้องเรียน สู่แบรนด์ Mong Long ‘มองลอง’

เมื่อโรงเรียน ชุมชน เยาวชน และมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ร่วมกันสร้างอนาคตบนฐานวัฒนธรรมชาติพันธุ์ม้ง

“ครู วาดรูปได้ไหม ?”

 คำถามสั้น ๆ จากเด็กนักเรียนชาติพันธุ์ม้งในห้องเรียนเมื่อหลายปีก่อน กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ไม่มีใครคาดคิด

จากความพยายามแก้ปัญหาการสื่อสารของเด็กที่ใช้ภาษาม้งเป็นภาษาแม่ วันนี้โรงเรียนในพื้นที่ดำเนินโครงการพัฒนาฯ ตับเต่า มูลนิธิศุภนิมิตฯ จังหวัดเชียงราย ได้ถูกพัฒนาให้กลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านอาชีพที่เชื่อมโยงการศึกษา ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม

นางวิจิตรา ภูติโส หรือ ‘ครูแป๋ม’ ครูผู้สอนสังคมศึกษาซึ่งทำงานอยู่ในโรงเรียนแห่งนี้มากว่า 22 ปี เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นว่า เด็กส่วนใหญ่ในพื้นที่ใช้ภาษาม้งเป็นภาษาแรก จึงมีข้อจำกัดในการสื่อสารด้วยภาษาไทย ส่งผลต่อการเรียนรู้ในห้องเรียน

“เด็กเขามีปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสาร เพราะเขาใช้ภาษาม้งเป็นภาษาที่หนึ่ง ภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง ทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับการเรียนการสอน เวลาครูอธิบาย เด็กบางคนจะบอกว่า ‘ครู วาดรูปได้ไหม’ มันเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ตรงนั้นเลยค่ะ”

ครูจึงปรับรูปแบบการเรียนรู้ โดยใช้การวาดภาพและการทำหนังสือเล่มเล็กเป็นเครื่องมือช่วยให้เด็กถ่ายทอดความคิดแทนการอธิบายด้วยคำพูด

ระหว่างกระบวนการนั้น สิ่งที่ครูค้นพบกลับมีคุณค่ามากกว่าการช่วยให้เด็กเรียนรู้ภาษาไทย

“เราตั้งใจแก้ปัญหาเรื่องการอ่านออกเขียนได้ของเด็ก แต่ระหว่างทางเรากลับค้นพบว่า เด็กของเรามีศักยภาพอีกแบบหนึ่ง เขาอาจจะไม่ได้เก่งเรื่องภาษา แต่เขามีทักษะด้านฝีมือ มีความละเอียด มีความสามารถทางศิลปะที่ซ่อนอยู่”

เมื่อภูมิปัญญาม้งกลายเป็นห้องเรียนแห่งใหม่

ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 โรงเรียนเริ่มหันกลับมามองทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน และพบว่าภูมิปัญญาการปักผ้าม้งที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนยังคงมีอยู่ในแทบทุกครัวเรือน แต่ในอดีต งานปักเหล่านี้มักถูกใช้เฉพาะในชุดประจำชาติพันธุ์หรือประเพณีสำคัญเท่านั้น

“เราคิดว่างานสวยขนาดนี้ ทำไมคนอื่นถึงไม่ได้เห็น ไม่ได้ใส่ ไม่ได้ใช้บ้าง เราอยากให้คนทั่วไปเข้าถึงคุณค่าของงานปักม้งได้”

ลวดลายจากภาพวาดของเด็กจึงถูกนำมาผสานกับภูมิปัญญาการปักผ้าและงานเพ้นท์ผ้า เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชน แต่มีรูปแบบร่วมสมัยและสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น จากปลอกหมอนเพียงไม่กี่ใบ ค่อย ๆ พัฒนาสู่กระเป๋าผ้า กล่องทิชชู ตุ๊กตา และของที่ระลึกอีกหลากหลายรูปแบบ จนปัจจุบันผลิตภัณฑ์ได้รับการยกระดับเข้าสู่มาตรฐาน OTOP ของจังหวัดเชียงราย

ในเชิงการพัฒนา กระบวนการนี้ถือเป็นการนำทุนทางวัฒนธรรม มาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ และการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่า ที่เชื่อมโยงเด็ก โรงเรียน และชุมชนเข้าด้วยกัน

“หนูได้สืบสานวัฒนธรรมของตัวเอง”

หนึ่งในเยาวชนที่เติบโตมากับกระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวคือ เด็กหญิงอรพิน หรือ ‘น้องพิน’ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

น้องพินเล่าว่า เธอเป็นชาติพันธุ์ม้งและคุ้นเคยกับการปักผ้ามาตั้งแต่เด็ก เพราะเรียนรู้จากคุณแม่ที่บ้าน

“เรื่องการปักผ้า พวกหนูเรียนรู้จากคุณแม่อยู่แล้วค่ะ พอมาเข้าร่วมโครงการ คุณครูก็มาช่วยต่อยอดความรู้ โดยสอนการออกแบบให้มีความทันสมัยมากขึ้น”

สำหรับเธอ โครงการนี้ไม่ได้สอนเพียงการทำผลิตภัณฑ์ แต่ยังสอนเรื่องความรับผิดชอบ การบริหารเวลา และการทำงานร่วมกับผู้อื่น

“คุณครูสอนให้พวกหนูมีความรับผิดชอบต่อการทำผลิตภัณฑ์ และรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ค่ะ”

จากทักษะการปักผ้าดั้งเดิมที่เคยใช้ภายในชุมชน วันนี้น้องพินและเพื่อน ๆ ได้ร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของชนเผ่าม้งในรูปแบบที่ทันสมัยมากขึ้น

สิ่งที่เธอภาคภูมิใจที่สุดไม่ใช่การขายสินค้าได้จำนวนมาก แต่เป็นการได้มีส่วนร่วมในการถ่ายทอดวัฒนธรรมของตนเองสู่คนภายนอก

“หนูรู้สึกดีใจค่ะ เหมือนเราได้มีส่วนช่วยนำวัฒนธรรมของเราไปเผยแพร่ให้คนอื่นได้รู้จักมากขึ้น ทำให้หนูมีความสุขมากค่ะ”

นอกจากนี้ น้องพินยังมองว่าทักษะด้านการออกแบบและการขายที่ได้รับจากโครงการ จะกลายเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการประกอบอาชีพในอนาคต

“พวกหนูได้เรียนรู้พื้นฐานการออกแบบ และได้ฝึกทักษะการขายด้วยค่ะ ถ้าโตขึ้นอยากทำธุรกิจหรือขายสินค้า ก็สามารถนำความรู้เหล่านี้ไปใช้ได้”

จากผู้ผลิตสู่ผู้ประกอบการรุ่นเยาว์

ความโดดเด่นของโครงการไม่ได้อยู่ที่การผลิตสินค้าหัตถกรรม แต่คือการเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้กระบวนการประกอบธุรกิจครบวงจร นักเรียนมีส่วนร่วมตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การบริหารต้นทุน การขาย การประชาสัมพันธ์ และการประสานงานกับชุมชน

“เด็กจะมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน ตั้งแต่ปักผ้า เย็บผ้า ออกแบบสินค้า ไปจนถึงการติดต่อประสานงานกับชุมชนเอง” ครูแป๋ม กล่าว

เมื่อจำนวนคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น โรงเรียนจึงขยายการผลิตสู่ครอบครัวและชุมชน โดยผู้ปกครองที่มีทักษะการปักผ้าสามารถรับงานกลับไปทำที่บ้าน สร้างรายได้เสริมให้กับครัวเรือนในพื้นที่

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (World Vision Foundation of Thailand) เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนด้านการบริหารจัดการ ช่วยพัฒนาระบบการผลิต การจัดพื้นที่แสดงสินค้า และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างโรงเรียนกับชุมชน

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือโมเดลการเรียนรู้ที่สามารถสร้างทั้งทักษะ รายได้ และความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไปพร้อมกัน

จุดประกายความฝันผ่านร้านกาแฟของโรงเรียน

นอกจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าปักม้งแล้ว โรงเรียนยังต่อยอดการเรียนรู้สู่การฝึกทักษะอาชีพด้านบริการ ผ่านร้านกาแฟ ‘มองลอง’ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้าโรงเรียน

ที่นี่ไม่ใช่เพียงร้านกาแฟสำหรับจำหน่ายเครื่องดื่ม แต่เป็นพื้นที่ฝึกปฏิบัติจริงที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้การบริหารธุรกิจ การบริการลูกค้า และการตลาดเบื้องต้น

เด็กหญิงอริษา หรือ ‘น้องดาร์นาห์’ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 คือหนึ่งในเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว

“หนูสนใจเรื่องการทำเครื่องดื่มอยู่แล้วค่ะ แล้วก็มีคนแนะนำให้ลองเข้าร่วมกิจกรรม เลยอยากมาลองเรียนรู้ดู”

จากความสนใจเล็ก ๆ กลายเป็นประสบการณ์การทำงานจริง เด็ก ๆ ต้องเรียนรู้การชงเครื่องดื่ม การจัดการวัตถุดิบ การให้บริการลูกค้า และการขายสินค้า ความรู้เหล่านี้ทำให้เธอมองเห็นโอกาสในอนาคต โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการปลูกกาแฟและเป็นเส้นทางท่องเที่ยวสำคัญ

“ในพื้นที่ของเราปลูกกาแฟเยอะค่ะ และมีนักท่องเที่ยวเดินทางผ่านอยู่เรื่อย ๆ หนูมองว่าถ้าเรามีทักษะตรงนี้ ก็สามารถนำไปต่อยอดได้ในอนาคต”

เมื่อถามถึงความฝัน น้องดาร์นาห์ตอบอย่างมั่นใจ “หนูอยากเปิดร้านกาแฟใหญ่ ๆ เป็นของตัวเองค่ะ”

ปัจจุบันร้านกาแฟของโรงเรียนมีรายได้เฉลี่ยวันละ 300-400 บาท โดยมีลูกค้าหลักเป็นนักเรียนและผู้ที่เดินทางผ่านเส้นทางสายหลักของชุมชน

“ปกติจะมีรายได้วันละประมาณ 300-400 บาทค่ะ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักเรียน เลยมีเมนูขนาดเล็กในราคาแก้วละ 10 บาท เพื่อให้เพื่อน ๆ สามารถซื้อได้”

มูลนิธิศุภนิมิตฯ ยังได้สนับสนุนเครื่องชงกาแฟ วัตถุดิบ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ทำให้เด็กสามารถเรียนรู้กระบวนการทำธุรกิจบริการได้จากสถานการณ์จริง

“ทำให้พวกเรามีทักษะ สามารถนำไปต่อยอดและสร้างรายได้ได้ค่ะ”

“มองลอง” พื้นที่แห่งโอกาสของเยาวชน

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของนักเรียนและชุมชนถูกนำมาจัดแสดงและจำหน่ายภายใต้แบรนด์ Mong long หรือ ‘มองลอง’ ซึ่งมีความหมายเชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ของชุมชนถึง 3 มิติ

“ม้งลง” หมายถึง การนำวัฒนธรรมม้งออกมาให้คนภายนอกได้รู้จัก

“ลองมอง” คือการเชิญชวนให้ผู้คนเปิดใจทำความรู้จักกับชุมชนและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น

และ “มงลง” สื่อถึงความภาคภูมิใจของผู้ที่ได้ครอบครองผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

เรื่องราวของน้องพิน น้องดาร์นาห์ และเพื่อน ๆ สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาทักษะอาชีพที่มีประสิทธิภาพไม่ได้เกิดจากการสอนวิชาชีพเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการออกแบบพื้นที่เรียนรู้ที่เชื่อมโยงการศึกษา วัฒนธรรม และเศรษฐกิจชุมชนเข้าด้วยกัน

จากภาพวาดในห้องเรียน สู่ผลิตภัณฑ์ผ้าปักลายม้ง จากร้านกาแฟเล็ก ๆ ของโรงเรียน สู่ความฝันในการเป็นผู้ประกอบการของเยาวชน นี่คือผลลัพธ์ของการพัฒนาที่มองเห็นศักยภาพของเด็กเป็นจุดเริ่มต้น และเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เติบโตบนรากเหง้าและอัตลักษณ์ของตนเองอย่างภาคภูมิใจและยั่งยืน.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ป้ายกำกับ
Climate Change CSR Migrant SDG กลุ่มชาติพันธุ์ การจัดการภัยพิบัติ การพัฒนาสถานศึกษา การพัฒนาสถานะบุคคล การพัฒนาเยาวชน การมีส่วนร่วมของเด็ก ครอบครัวสุขสันต์ ครอบครัวอยู่ดีมีสุข ความมั่นคงทางอาหาร ความยั่งยืน ความยุติธรรมในสังคม (Social Justice) ความรับผิดชอบต่อสังคม ความรุนแรงต่อเด็ก ความเชื่อและการพัฒนา งานรณรงค์เพื่อเด็ก จิตอาสา ทักษะชีวิตเยาวชน ทักษะอาชีพเยาวชน นโยบายการพัฒนาเด็ก น้ำเพื่อชีวิต บริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน บริจาคทุนการศึกษา บริจาคเงิน ปกป้องคุ้มครองเด็ก ประชากรข้ามชาติ ผู้นำเยาวชน พัฒนาการศึกษา พัฒนาชุมชน ภัยพิบัติ ยุติวัณโรค/End TB ยุติเอดส์/Stop AIDS สังคมแห่งการแบ่งปัน สิทธิมนุษยชน สิทธิเด็ก ส่งน้องจบ ป-ตรี อดีตเด็กในความอุปการะ เด็กยากไร้ เด็กไร้รัฐ เสียงเด็กและเยาวชน แรงงานข้ามชาติ/ประชากรข้ามชาติ แรงงานต่างชาติ

ข่าวอื่นๆ

โครงการหนองสลุด Zero Waste

รางวัลเชิดชูเกียรติเครือข่ายเด็กและเยาวชนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมประจำปี 2567 “รางวัลประเภทเหรียญเงิน”
อ่านต่อ »

ก้าวเล็ก ๆ ของใบหยก…ที่กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของชุมชน

เมื่อโอกาสเล็ก ๆ จุดประกายศักยภาพ เรื่องราวของเด็กหญิงวัย 17 ปี ที่เติบโตจากผู้รับ สู่เยาวชนผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม
อ่านต่อ »
0