อสต. สะพานเชื่อมโยงประชากรข้ามชาติกับระบบสุขภาพไทย

ท่ามกลางความหลากหลาย มีคนกลุ่มหนึ่งที่ทำงานเงียบ ๆ แต่สร้างผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียม พวกเขาคือ 'อสต.' ที่น้อยคนจะรู้จัก แต่เป็นสะพานเชื่อมสำคัญที่เราไม่ควรมองข้าม

ความเปลี่ยนแปลงของโลกจากความขัดแย้ง เศรษฐกิจ ภัยสุขภาพ และอีกหลายปัจจัย การโยกย้ายถิ่นฐานของผู้คนทั่วโลกกลายเป็นปรากฏการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จากการสำรวจประชากรข้ามชาติ จำนวน 2,615 คน ในปี พ.ศ. 2568 โดยสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย พบประชากรข้ามชาติ 45.5% ไม่มีหลักประกันสุขภาพ และ 32.9% เข้าไม่ถึงบริการสุขภาพเพราะกำแพงภาษาและการถูกเลือกปฏิบัติ สถานการณ์นี้ทำให้สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) โดยแผนงานสุขภาพประชากรข้ามชาติ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและองค์การอนามัยโลก ค.ศ. 2022 – 2026 (WHO-RTG Country Cooperation Strategy: CCS) และภาคีเครือข่าย จัดการประชุมวิชาการ เนื่องในวันประชากรข้ามชาติสากล ประจำปี พ.ศ. 2568 ภายใต้แนวคิด “Safe Migration in Country in Crisis: Upholding Rights and Building Resilience” “ย้ายถิ่นปลอดภัย ฝ่าภัยวิกฤต ภายใต้สิทธิพื้นฐาน”

โดยในงานนี้ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยในนาม คณะทำงานว่าด้วยสุขภาพผู้โยกย้ายถิ่นฐาน (Migration Health Sub-Working Group: MHWG) ได้ร่วมจัดบูธนิทรรศการให้ความรู้ภายในงาน พร้อมด้วยคุณฐิติยา สามารถ ผู้จัดการโครงการระดับจังหวัด (จังหวัดระนอง) มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย และ Mr. Zaw Win Htike อาสาสมัครสาธารณสุขต่างชาติ (อสต.) พื้นที่ดำเนินการกรุงเทพมหานคร มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นตัวแทนเสวนาแลกเปลี่ยนในเวที ‘Bridging the Gap: อสต. ฟันเฟืองสำคัญระหว่างแรงงานข้ามชาติและระบบสุขภาพไทย’ อีกด้วย

ด้าน นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กล่าวว่า “ประชากรทุกกลุ่มที่อาศัยอยู่ในประเทศมีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ ปัญหาสุขภาพส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจโดยหลักการสำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าคือไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังซึ่งควรครอบคลุมทั้งคนไทยและประชากรข้ามชาติ”

หนึ่งในหัวใจสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือการชี้ให้เห็นบทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขต่างชาติ (อสต.) ที่ทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงระหว่างประขากรข้ามชาติกับระบบสุขภาพของไทย โดยสื่อสารข้อมูลด้านสุขภาพ เฝ้าระวังโรค ส่งต่อผู้ป่วย และสร้างความเข้าใจด้านสิทธิการรักษาในบริบททางภาษาและวัฒนธรรมที่ระบบสาธารณสุขยังเข้าถึงได้ยาก

คุณฐิติยา สามารถ เล่าถึงการทำงานแบบบูรณาการว่า “การพัฒนา อสต. ที่มีประสิทธิภาพต้องร่วมมือกับหลายหน่วยงานเป็นเครือข่าย เมื่อ อสต. ได้รับการอบรมแล้ว จะฝึกปฏิบัติในพื้นที่จริง เช่น จุดบริการสุขภาพ หรือ Health Post ในระนอง ซึ่งเป็นจุดประสานงานสาธารณสุขสำหรับประชากรข้ามชาติ”

ในงานวันนี้ได้รับเกียรติจากผู้ปฏิบัติงานจริง Mr. Zaw Win Htike “ผมเริ่มเป็นอาสาสมัครตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 ในช่วงโควิดระลอกที่สองที่บางบอน ตอนนั้นพี่น้องเมียนมาติดเชื้อกันเยอะมาก หลายคนต้องการออกซิเจน ผมเลยช่วยประสานเครือข่ายเท่าที่ทำได้ จนมีโอกาสเข้ารับการอบรมจาก รักษ์ไทย และนั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญ ก่อนหน้านั้น ผมอยู่ไทยมาประมาณ 20 ปี เดิมอยู่แม่สอด 10 ปี แต่ไม่เคยคิดจะเป็น อสต. เพราะคิดว่ามันไกลตัว และตอนนั้นพูดไทยไม่ค่อยได้ แต่เมื่อเห็นคนรอบข้างเดือดร้อนในช่วงโควิด ผมรู้สึกว่า ต้องทำอะไรสักอย่าง หลังจากอบรม ผมได้ความรู้และเริ่มช่วยเหลือคนในชุมชน ทั้งให้ข้อมูล บอกช่องทาง และพาไปโรงพยาบาล ความรู้สึกตอนเห็นคนได้รับความช่วยเหลือครั้งแรก มันทำให้ผมภูมิใจมาก และตั้งใจเป็น อสต. จริงจังตั้งแต่นั้นมา ”

ปัจจุบันเขาทำงานด้านวัณโรค เอชไอวี และโรคระบาด เผยแพร่ความรู้ แจกอุปกรณ์ตรวจ และทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ในชุมชน แม้ อสต. ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง แต่ก็ไม่ใช่ข้อจำกัดในการทำงานของเขา Mr. Zaw Win Htike กล่าวว่า “ประเด็นเรื่องเพศไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับผมเลย เพราะอาสาสมัครและผู้ได้รับความช่วยเหลือเป็นคนประเทศเดียวกัน ใช้ภาษาเดียวกัน ทำให้สื่อสารเข้าใจกันได้ดี แต่อาจมีความท้าทายเมื่อต้องพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาล เพราะต้องสื่อสารเป็นภาษาไทยให้ชัดเจน ผมอยากแนะนำคนในชาติเดียวกันว่า สิ่งสำคัญคือมีจิตใจที่พร้อมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และค่อยๆ มาเรียนรู้ไปด้วยกันครับ เราสามารถช่วยเหลือกันและกันได้ครับ”

คุณธนดณ ฉันทะธาดาวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลลัพธ์ทางสังคมเชิงระบบ มูลนิธิเครือข่ายพัฒนาบ้านเด็ก ซึ่งดำเนินการอภิปราย ถามถึงแนวทางสร้างความมั่นใจให้ผู้สนใจเป็น อสต.

คุณฐิติยา อธิบายว่า “การคัดเลือก อสต. เน้นผู้ที่มีจิตอาสา มีความรับผิดชอบ และสะดวกทำงานนอกเวลางานประจำได้ ต้องเสริมความรู้และทักษะที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการยอมรับจากชุมชน หากชุมชนไม่ยอมรับ แม้ อสต. มีความสามารถและศักยภาพมากเพียงใดก็ไม่สามารถทำงานต่อเนื่องได้ การเตรียม อสต. จึงต้องรวมทั้งการสร้างความเข้าใจกับชุมชนและการเสริมทักษะ เพื่อสร้างความยั่งยืน”

คุณธนดณ ถามต่อถึงข้อเสนอเชิงนโยบายภาครัฐจะมีบทบาทอย่างไรในการสนับสนุนระบบ อสต. ให้ดำเนินงานได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว และจะสร้างกลไกระบบที่รัฐสามารถพึ่งพาได้อย่างต่อเนื่อง

โดยคุณฐิติยาเล่าต่อว่า “ขอเสนอให้รับรองสถานะและขึ้นทะเบียน อสต. ให้ชัดเจนเทียบเท่า อสม. ทั้งการจัดสรรงบประมาณพัฒนาศักยภาพ งบประมาณสนับสนุนการดำเนินงาน สวัสดิการคุ้มครองความปลอดภัย และการเชิดชูเกียรติในระดับชาติ เพื่อสร้างระบบที่ยั่งยืนภายใต้การกำกับดูแลอย่างเป็นระบบ”

ส่วน Mr. Zaw Win Htike “ผมเสนอให้เร่งขยายจำนวนและพัฒนาศักยภาพ อสต. ให้สอดคล้องกับจำนวนประชากรข้ามชาติ พร้อมมุ่งเน้นคัดเลือกบุคลากรที่มีทักษะภาษาไทยเพื่อเป็นสื่อกลางถ่ายทอดความรู้ โดยเฉพาะข้อมูลด้านสิทธิประกันสังคมและสิทธิประกันสุขภาพ เพื่อลดอุปสรรคด้านภาษาและสร้างความเข้าใจในการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างทั่วถึง”

พลังของ อสต. ไม่ได้อยู่แค่การแปลภาษา แต่คือการเป็นสะพานเชื่อมที่แข็งแกร่งระหว่างสองฝั่งเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียม พวกเขาคือฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ระบบสุขภาพไทยครอบคลุมทุกคนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างแท้จริง มูลนิธิศุภนิมิตฯ และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ยังคงมุ่งมั่นผลักดันให้ อสต. ได้รับการรับรองสถานะอย่างเป็นทางการ พร้อมสวัสดิการและได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้พลังเล็ก ๆ นี้ยังคงขับเคลื่อนความหวังและความเท่าเทียมต่อไปสู่การสร้างระบบสุขภาพที่ยั่งยืนและเท่าเทียมสำหรับทุกคน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ป้ายกำกับ
Child Rights Climate Change CSR Migrant SDG กลุ่มชาติพันธุ์ การจัดการภัยพิบัติ การตีตราและเลือกปฏิบัติ การพัฒนาสถานศึกษา การมีส่วนร่วมของเด็ก ครอบครัวสุขสันต์ ความยั่งยืน ความยุติธรรมในสังคม ความยุติธรรมในสังคม (Social Justice) ความรับผิดชอบต่อสังคม ความรุนแรงต่อเด็ก ความเชื่อและการพัฒนา งานรณรงค์เพื่อเด็ก จิตอาสา ทักษะชีวิตเยาวชน ทักษะอาชีพเยาวชน นโยบายการพัฒนาเด็ก น้ำเพื่อชีวิต บริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน บริจาคทุนการศึกษา บริจาคเงิน ปกป้องคุ้มครองเด็ก ประชากรข้ามชาติ ผู้นำเยาวชน พัฒนาชุมชน พัฒนาสถานศึกษา ภัยพิบัติ ยุติวัณโรค/End TB ยุติเอดส์/Stop AIDS สังคมแห่งการแบ่งปัน สิทธิมนุษยชน สิทธิเด็ก ส่งน้องจบ ป-ตรี อดีตเด็กในความอุปการะ เด็กข้ามชาติ เด็กยากไร้ เด็กไร้รัฐ เสียงเด็กและเยาวชน แรงงานข้ามชาติ/ประชากรข้ามชาติ แรงงานต่างชาติ

ข่าวอื่นๆ

บริษัท โอนเดส์ (ประเทศไทย) จำกัด และมูลนิธิศุภนิมิตฯ ร่วมฟื้นฟูครอบครัวผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้

มอบอุปกรณ์เครื่องนอนแก่ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ 500 ครอบครัว
อ่านต่อ »
0