นับแต่ปี 2567 มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ได้ริเริ่มและขยายผลการดำเนิน ‘โครงการพัฒนาสถานะบุคคลและสิทธิสำหรับเด็กและเยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติ’ เพื่อสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่จะให้เร่งรัดการจัดทำทะเบียนประวัติและสถานะบุคคล โดยเฉพาะกลุ่มเด็กนักเรียนที่มีเลขประจำตัวขึ้นต้นอักษร G และกลุ่มตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 29 ตุลาคม 2567 ที่เร่งรัดแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก และสระแก้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือเด็กที่มีสถานะรหัส G ให้ได้รับหมายเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก อันเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม โดยมีผู้ได้รับประโยชน์จากการดำเนินโครงการที่ผ่านมาไปแล้วกว่า 29,433 คน ทั้งหมดได้รับการสนับสนุนในการยื่นคำร้องขอสถานะทางกฎหมาย ในจำนวนนี้ ครอบคลุมนักเรียนรหัส G จำนวน 1,097 คน ที่ได้รับการจัดทำเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ เด็กและผู้ใหญ่อีกกว่า 23,732 คน ได้รับการรับรองสถานะทางกฎหมายอย่างถูกต้อง ภายใต้มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 29 ตุลาคม 2567
แม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคล แต่ปัจจุบันยังมีบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติจำนวนมากในประเทศจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการรับรองสถานะหรือไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการทางกฎหมาย ภาวะ ‘ไร้รัฐไร้สัญชาติ’ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานในทุกมิติของชีวิต ตั้งแต่เสรีภาพในการเดินทาง โอกาสทางการศึกษา การเข้าถึงบริการสุขภาพ จนไปถึงการประกอบอาชีพ ทำให้บุคคลกลุ่มนี้เผชิญความเปราะบางอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญที่ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และองค์กรพัฒนาเอกชนในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติไปพร้อมกัน
เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 มูลนิธิศุภนิมิตฯ ร่วมกับ มูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล (คสบ.) ‘จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อประเมินสถานการณ์และวางแผนความร่วมมือการแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติในระดับจังหวัด’ โดยได้รับเกียรติจาก
นายวรุตม์ วิศิษฏ์ศิลป์ นายอำเภอเมืองเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานปกครอง หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานด้านการศึกษา และหน่วยงานภาคประชาสังคมกว่า 50 คน เข้าร่วมการประชุม
ภายในงานได้มีการนำเสนอรายงานสถานการณ์และแนวทางการดำเนินงานในการแก้ไขปัญหาบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติในจังหวัดเชียงใหม่ โดยได้รับความร่วมมือจากที่ทำการปกครองจังหวัดเชียงใหม่ ผู้แทนสำนักทะเบียนอำเภอ และผู้แทนจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอรายละเอียดของ ‘โครงการความร่วมมือเพื่อการเปลี่ยนแปลง : เสริมสร้างความร่วมมือเพื่อยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติ’ รวมถึงการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากภาคีเครือข่าย เพื่อร่วมกันวางแผนแนวทางการดำเนินงานและสร้างความร่วมมือในระดับจังหวัดให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
การจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว ดำเนินงานขึ้นภายใต้ ‘โครงการความร่วมมือเพื่อการเปลี่ยนแปลง: เสริมสร้างความร่วมมือเพื่อยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย (Collaborating for Change: Strengthening Partnerships to End Statelessness in Thailand)’ หรือ ‘C4C Project’ ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสหภาพยุโรป (European Union – EU) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อลดจำนวนจำนวนบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติในพื้นที่เป้าหมายลงไม่น้อยกว่า 35% ภายในปี 2571 ผ่านการส่งเสริมการดำเนินการขึ้นทะเบียนราษฎรและการรับรองสถานะทางกฎหมายอย่างเป็นระบบ
นายวรุตม์ วิศิษฏ์ศิลป์ นายอำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
“ขอขอบคุณคณะผู้จัดโครงการฯ ซึ่งเป็นองค์กรภาคีที่ทำงานร่วมกับโรงเรียน สำนักทะเบียนอำเภอ สำนักทะเบียนท้องถิ่น องค์กรภาคประชาสังคม และทีมบูรณาการในสังกัดกระทรวงยุติธรรมมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาของกลุ่มคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง
การจัดโครงการครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดี ที่จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งรับฟังคำชี้แนะที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถนำไปปรับใช้ในการดำเนินงานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับนโยบายและกฎหมายที่กำหนดไว้
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการในวันนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคล และช่วยให้บุคคลกลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป”
นายสันติพงษ์ มูลฟอง ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล กล่าวถึงที่มาของการเริ่มดำเนินโครงการฯ
“ที่มาของโครงการฯ เริ่มต้นจากสองประเด็นสำคัญ ประการแรก เกิดขึ้นหลังจากที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) สรุปบทเรียนเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ซึ่งประเทศไทยได้ให้คำมั่นในเวทีระดับโลกว่า จะขจัดความไร้รัฐให้หมดไปภายใน 10 ปี ภายใต้แคมเปญระดับนานาชาติ อย่างไรก็ตาม แม้จะผ่านมาถึงปี 2567 ปัญหานี้ยังไม่หมดไป โดยเฉพาะกลุ่ม เด็กนักเรียนที่มีรหัสประจำตัวขึ้นต้นด้วย ‘G’ ซึ่งยังมีจำนวนมากเป็นหลักแสน ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยควรเดินหน้าต่ออย่างไร
ประเด็นที่สอง คือ มติคณะรัฐมนตรีว่าด้วยการพิจารณาคำร้องสถานะบุคคล (มติ 480,000 ราย) ที่กำหนดให้การพิจารณาแต่ละรายต้องแล้วเสร็จภายใน 5 วัน ซึ่งเป็นภารกิจที่ท้าทายและต้องมีระบบสนับสนุนที่เข้มแข็ง เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามเจตนารมณ์ของมติคณะรัฐมนตรีอย่างแท้จริง
โครงการนี้สะท้อนให้เห็นว่า การแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม โรงเรียน ผู้นำชุมชน และองค์กรพัฒนาเอกชน เพราะนี่คือ ‘ภาพลักษณ์ของประเทศไทย’ ที่ต้องรายงานต่อเวทีนานาชาติว่า ประเทศไทยมีการบริหารจัดการปัญหานี้อย่างไร จึงเป็นความท้าทายที่ต้องร่วมกันแก้ไขอย่างจริงจัง”
โครงการความร่วมมือเพื่อการเปลี่ยนแปลง: เสริมสร้างความร่วมมือเพื่อยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย เป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่ดำเนินการขึ้นภายใต้ ยุทธศาสตร์การดำเนินพันธกิจที่ 2 ของมูลนิธิศุภนิมิตฯ (ปี 2569 – 2573) ในประเด็นการปกป้องคุ้มครองเด็ก โดยมุ่งเน้นให้เด็กทุกคนได้รับการดูแลและคุ้มครองจากการถูกทอดทิ้งภายในครอบครัว โรงเรียน และชุมชนของตนเอง และยังสอดคล้องกับ เจตนารมณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของสหภาพยุโรป รวมถึง เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ข้อ 16.9 ว่าด้วยการรับรองเอกลักษณ์ทางกฎหมายให้ประชาชนทุกคน และข้อ 10.3 ในการลดความเหลื่อมล้ำและขจัดการเลือกปฏิบัติ ทั้งยังสอดรับกับแนวทางของสหภาพยุโรปในการแก้ไขปัญหาบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติในภูมิภาคเอเชียอย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยจะดำเนินงานใน 30 อำเภอ ใน 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี และราชบุรี
โดยมีเป้าหมายของการดำเนินโครงการ ตามรายละเอียดดังนี้
– บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ 30,000 คน ได้เข้าถึงกระบวนการยื่นคำร้องเพื่อพัฒนาสถานะบุคคล
– นักเรียนรหัส G 15,000 คน ที่ยังไม่ได้รับการรับรองสถานะบุคคลได้รับการสนับสนุนให้เข้าสู่กระบวนการยื่นคำร้องเพื่อพัฒนาสถานะบุคคล
– เด็กในบริบทโยกย้ายถิ่นฐาน 3,000 คน ในศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ ที่ยังไม่มีสถานะเป็นนักเรียนรหัส G ได้รับการจดทะเบียนทำประวัติและขึ้นทะเบียนเพื่อรับรหัส G
นายสุมิตร วอพะพอ ผู้เชี่ยวชาญด้านสถานะและสิทธิ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีสถานะบุคคลตามกฎหมาย
“หลักคิดสำคัญของโครงการ คือ การผลักดันให้บุคคลที่มีสิทธิตามกฎหมายได้รับการรับรองสถานะอย่างถูกต้อง เพราะเมื่อเขามีสถานะทางกฎหมายแล้ว สิ่งที่จะตามมาคือ โอกาสในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิด้านการศึกษา สาธารณสุข การทำงาน หรือการดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรี
ท้ายที่สุด เราเข้าใจดีว่าการรับรองสถานะตามกฎหมายไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย แต่เป็น ‘กุญแจสำคัญ’ ที่จะเปิดทางให้บุคคลเหล่านี้ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นความต้องการร่วมกันของมนุษย์ทุกคน และสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้โครงการนี้เดินหน้าได้ คือความร่วมมือของทุกภาคส่วน เช่นเดียวกับที่เราได้เห็นในวันนี้ ความร่วมมือที่ตั้งอยู่บนความเชื่อร่วมกันว่า หากเราช่วยกัน คนที่ยังเข้าไม่ถึงสิทธิพื้นฐานจะมีโอกาสยืนหยัดในสังคมได้อย่างเท่าเทียมและมีอนาคตที่มั่นคงขึ้น
ผมเชื่อว่า ผลลัพธ์ที่เราจะได้หลังจากดำเนินโครงการนี้ คือ การที่บุคคลกลุ่มเป้าหมายจำนวนมากสามารถก้าวไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดี เป็นไปตามสิทธิที่พึงมีพึงได้ และเป็นสิ่งที่ทุกคนสมควรได้รับในฐานะมนุษย์”
ที่ผ่านมา มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลมาโดยตลอด เรามุ่งมั่นทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติได้รับการขึ้นทะเบียนราษฎรและรับรองสถานะทางกฎหมายอย่างถูกต้อง ควบคู่กับการส่งเสริมการเข้าถึงบริการสาธารณะที่จำเป็น ตลอดจนการเสริมสร้างศักยภาพของภาคประชาสังคมให้สามารถคุ้มครองสิทธิ สนับสนุนกระบวนการ และร่วมผลักดันการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลได้อย่างยั่งยืน ทั้งหมดนี้เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป


