ท่ามกลางบรรยากาศของงาน ‘ขอบคุณจากใจ ก้าวไปด้วยกัน เพื่อสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลง’ ที่มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยจัดขึ้นเพื่อขอบคุณผู้อุปการะและผู้บริจาคที่ร่วมเดินทางมาอย่างยาวนาน มีเรื่องราวหนึ่งที่สะท้อนความหมายของคำว่า ‘การให้’ ได้อย่างลึกซึ้ง นั่นคือเรื่องราวของ ดร.ชัชวาล เผ่าสวัสดิ์ ประธานมูลนิธิครอบครัวพอเพียง วัย 60 ปี ผู้อุปการะเด็กผ่านมูลนิธิศุภนิมิตฯ มาอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 2 ทศวรรษ
ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน จุดเริ่มต้นของความผูกพันครั้งนี้เกิดขึ้นจากจดหมายเพียงฉบับเดียวที่ถูกส่งมาถึงบ้าน เป็นจดหมายที่บอกเล่าถึงวัตถุประสงค์และภารกิจของมูลนิธิศุภนิมิตฯ เมื่อได้อ่านแล้ว ดร.ชัชวาลรู้สึกประทับใจและเห็นด้วยกับแนวทางการทำงานในทันที ด้วยเหตุผลสำคัญสองประการที่สอดคล้องกับตัวเขาเองอย่างลงตัว
ประการแรก คือพื้นฐานความเชื่อของคริสเตียน และประการที่สอง คือภารกิจของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ที่มุ่งช่วยเหลือเด็กเปราะบางยากไร้ ซึ่งตรงกับสิ่งที่เขาทำงานอยู่แล้วในฐานะผู้ขับเคลื่อนโครงการด้านเด็กและเยาวชนมาโดยตลอด
“ผมเป็นทนายความ ก่อนตัดสินใจสนับสนุนองค์กรใด ผมจะศึกษาข้อมูลและตรวจสอบรายละเอียดต่าง ๆ อย่างรอบคอบ” ดร.ชัชวาล เล่าถึงนิสัยที่ติดตัวมาจากอาชีพการงาน และเมื่อได้ตรวจสอบประวัติของมูลนิธิศุภนิมิตฯ อย่างละเอียด เขาก็พบว่าที่นี่มีความชัดเจน โปร่งใส และจริงจังกับเป้าหมายในการพัฒนาเด็กและเยาวชน จึงตัดสินใจสนับสนุนโดยไม่ลังเล และไม่เคยหยุดตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้
ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ทุกเดือน ดร.ชัชวาลให้มูลนิธิศุภนิมิตฯ ตัดเงินผ่านบัตรเครดิตจำนวน 700 บาท เป็นจำนวนเงินที่หลายคนอาจมองว่าไม่มาก แต่สำหรับเขาแล้ว มันคือสิ่งที่มีความหมายมากกว่าตัวเลข
“สำหรับผม เงินจำนวนนี้อาจไม่ได้มากนัก แต่สำหรับเด็กคนหนึ่งแล้ว มันอาจเป็นเงินที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตเขาได้เลยก็ได้” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น พร้อมอธิบายต่อว่า เขาเคยได้ยินคำถามจากหลายคนว่าเงินเพียงหลักร้อยต่อเดือนจะช่วยเหลือเด็กได้จริงหรือ แต่สิ่งที่ต้องเข้าใจคือไม่ได้มีเพียงเขาคนเดียวที่ให้ ยังมีผู้สนับสนุนอีกจำนวนมากที่ร่วมกันช่วยเหลือ
“บางคนอาจคิดว่าเงิน 700 บาทต่อเดือนดูไม่มาก แต่เมื่อทุกคนร่วมมือกัน คนละเล็กคนละน้อย สิ่งเหล่านี้สามารถกลายเป็นความช่วยเหลือที่มีความหมาย และส่งต่อโอกาสให้เด็ก ๆ ทั่วประเทศได้อย่างแท้จริง”
นี่คือหัวใจของการให้แบบไม่หวังผลตอบแทน ที่ไม่ได้มองที่จำนวนเงิน แต่มองที่คุณค่าและความต่อเนื่องของการสนับสนุน
สิ่งที่ทำให้ ดร.ชัชวาลยังคงเดินทางบนเส้นทางนี้มาอย่างยาวนาน คือจดหมายที่เด็ก ๆ เขียนส่งมาให้ทุกปี เขาจำได้ดีถึงเด็กคนหนึ่งที่ได้รับจดหมายจากตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษา จนเติบโตขึ้นเรียนถึงระดับมัธยมศึกษา
“ผมจะได้เห็นพัฒนาการของพวกเขาอย่างต่อเนื่องผ่านเรื่องราวในจดหมายทุกปี แม้ว่าสิ่งที่ผมมอบให้ในแต่ละเดือนจะไม่ใช่เงินจำนวนมาก แต่เมื่อเห็นว่าเงินสนับสนุนเหล่านั้นช่วยให้เด็กคนหนึ่งมีโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาชีวิตของตนเองได้ ก็ทำให้รู้สึกว่าการช่วยเหลือที่เราทำนั้นมีคุณค่าอย่างมาก”
และในทุกจดหมายที่ส่งมา มีคำหนึ่งที่ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นคือคำว่า ‘พ่อ’ ที่เด็ก ๆ ใช้เรียกเขา “ผมเองก็เป็นพ่อคนครับ ดังนั้นเมื่อเด็ก ๆ เขียนจดหมายมาและเรียกผมว่า ‘พ่อ’ ความรู้สึกที่ได้รับจึงไม่ต่างจากการดูแลลูกของตัวเองคนหนึ่งเลย เราจะรู้สึกดีใจทุกครั้งที่เห็นเขาเติบโต มีพัฒนาการที่ดีขึ้น และก้าวหน้าในชีวิต ความรู้สึกเหล่านี้เป็นความสุขทางใจที่มีคุณค่ามาก”
เขายังเปรียบเทียบการเลี้ยงดูเด็กด้วยภาพที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งว่า
“การเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งหรือหลายคนไม่ใช่เรื่องที่เห็นผลได้ในเวลาอันสั้น เหมือนกับการเพาะถั่วงอกที่โตขึ้นภายในไม่กี่วัน แต่ต้องอาศัยเวลา ความต่อเนื่อง และความเอาใจใส่”
คำเปรียบเปรยนี้สะท้อนถึงปรัชญาการให้ของเขาได้อย่างชัดเจน ว่าการเปลี่ยนแปลงชีวิตคนคนหนึ่งต้องใช้ทั้งความอดทนและความสม่ำเสมอ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน
สำหรับ ดร.ชัชวาล การอุปการะเด็กหนึ่งคนไม่ได้ส่งผลเพียงต่อชีวิตของเด็กคนนั้นเท่านั้น แต่ยังส่งแรงกระเพื่อมออกไปไกลกว่านั้น “ผมเชื่ออย่างเต็มร้อยว่า เมื่อเด็กที่มาจากครอบครัวยากจนหรือขาดโอกาสได้รับความช่วยเหลือและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผลลัพธ์จะไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเด็กเพียงคนเดียว เมื่อพวกเขาได้รับความเมตตาและการสนับสนุนจากผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน เด็กเหล่านี้จะเรียนรู้คุณค่าของการเป็นผู้ให้ในอนาคต ผมเชื่อว่าวันหนึ่งพวกเขาจะนำสิ่งที่ได้รับกลับไปตอบแทนสังคม ชุมชน และผู้คนรอบตัวต่อไป เป็นการส่งต่อโอกาสจากรุ่นสู่รุ่น”
นี่คือภาพของวงจรแห่งความดีที่ไม่มีวันสิ้นสุด เริ่มต้นจากการให้เพียงเล็กน้อยของคนคนหนึ่ง แต่ขยายผลกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ส่งต่อไปสู่ครอบครัวและชุมชนในวงกว้าง
แม้เด็ก ๆ หลายคนจะมองว่า ดร.ชัชวาลเป็นบุคคลสำคัญในชีวิตของพวกเขา แต่เขากลับมองเรื่องนี้ด้วยความถ่อมตัว “เรื่องการเป็นคนสำคัญของเด็ก ๆ นั้น ผมอาจจะไม่ได้มองในมุมนี้โดยตรง สิ่งที่ผมมองมากกว่าก็คือ เมื่อผมบริจาคผ่านมูลนิธิศุภนิมิตฯ ไปแล้ว เงินสนับสนุนเหล่านั้นสามารถนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของน้อง ๆ ได้จริง นั่นคือสิ่งที่ผมให้ความสำคัญ”
แต่ถึงกระนั้น เมื่อพูดถึงความรู้สึกที่แท้จริง เขาก็ยอมรับด้วยความอ่อนโยนว่า “เมื่อได้เห็นเด็กที่เราอุปการะเติบโตขึ้น มีการศึกษา มีเป้าหมาย และมีอนาคตที่ดีขึ้น ก็ทำให้รู้สึกภูมิใจและมีความสุขมาก เพราะเราได้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายให้กับชีวิตของเด็กคนหนึ่งจริง ๆ และนั่นคือเหตุผลที่ผมยังคงสนับสนุนมูลนิธิศุภนิมิตฯ อย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้”
“สิ่งที่ผมอยากบอกกับน้อง ๆ ทุกคน ไม่ว่าผมจะเป็นผู้สนับสนุนเขาโดยตรงหรือไม่ก็ตาม ก็คืออยากให้ทุกคนเติบโตเป็น ‘คนดี’ ของสังคม นอกจากการเป็นคนดีแล้ว ผมก็อยากให้น้อง ๆ ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน พัฒนาความรู้ความสามารถของตัวเอง และเข้าใจหลักคิดหรือหลักปรัชญาในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง หากน้อง ๆ สามารถพัฒนาตัวเองได้ทั้งในด้านวิชาการ คุณธรรม และการใช้ชีวิต ผมเชื่อว่าพวกเขาจะเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต” คำพูดที่ทรงพลังที่เปี่ยมไปด้วยความหวังดีจาก ‘ผู้ใหญ่’ คนหนึ่งถึงเด็ก ๆ สิ่งเหล่านี้คือความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ และความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ได้กลายเป็นพลังที่เปลี่ยนแปลงชีวิตเด็กคนหนึ่งให้มีโอกาสทางการศึกษา มีความฝัน และมีอนาคตที่ดีกว่าเดิม
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้สนับสนุนเด็ก ครอบครัว และชุมชน ผลลัพธ์อันงดงามที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเปลี่ยนแปลงในตัวเด็กเท่านั้น แต่ยังส่งต่อไปถึงครอบครัวและชุมชนของพวกเขาในวงกว้าง และเรื่องราวของผู้อุปการะอย่าง ดร.ชัชวาล ก็เป็นหนึ่งในหลายพันเรื่องราวที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นที่มอบให้อย่างต่อเนื่องนั้น สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงได้
มูลนิธิศุภนิมิตฯ ขอขอบคุณผู้อุปการะทุกท่านจากใจจริง สำหรับทุกก้าวที่เดินทางร่วมกันมา สำหรับความเชื่อมั่นที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง และสำหรับโอกาสที่มอบให้เด็กไทยได้เติบโตอย่างมีคุณภาพ เพราะแท้จริงแล้ว คุณไม่ใช่แค่ผู้บริจาค แต่คือ ‘หนึ่งคนสำคัญ’ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กได้จริง


