ท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัยที่ส่งผลกระทบต่อครอบครัวจำนวนมากในอำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ลุกขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือผู้ประสบภัย หนึ่งในนั้นคือ ‘กุ้ง’ นางสาวพัชรี พิศดวง อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง วัย 35 ปี ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพชีวิตผ่าน ‘โครงการอุปการะเด็ก’ ของ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย
ปัจจุบัน กุ้งเป็นอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งมาเป็นเวลากว่า 3 ปี โดยร่วมลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยและผู้เดือดร้อนในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และในปีนี้ เธอได้เดินทางมาช่วยเหลือชุมชนใน อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นครั้งที่ 4 แล้ว
“ครั้งแรกเอาน้ำดื่มมาแจก ครั้งต่อมาก็นำอาหารแห้ง ข้าวสาร และสิ่งของจำเป็นมาช่วยเหลือ ส่วนวันนี้มาช่วยทำข้าวกล่องแจกให้ชาวบ้านโดยตรงค่ะ”
จุดเริ่มต้นของการเป็นผู้ให้
แรงบันดาลใจที่ทำให้กุ้งเข้ามาทำงานอาสาสมัคร เกิดจากการได้มีโอกาสร่วมช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในฐานะประชาชนทั่วไป และได้เห็นความเดือดร้อนของผู้คนอย่างใกล้ชิด
“บางคนไม่รู้จะติดต่อขอความช่วยเหลือจากที่ไหน แต่เราเป็นชาวบ้านเหมือนกัน สามารถพูดคุย ประสานงาน และเข้าถึงกันได้ง่ายกว่า เลยรู้สึกว่าอยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลืออย่างจริงจัง”
ตลอดระยะเวลาที่ทำงานอาสาสมัคร กุ้งได้เห็นผลกระทบของอุทกภัยที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับหลายครอบครัว โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และครอบครัวเปราะบางที่ต้องเผชิญความยากลำบากในการดำรงชีวิต
“หลายบ้านต้องย้ายของขึ้นชั้นสอง ทั้งที่ไม่เคยต้องทำมาก่อน น้ำขึ้นเร็วมาก สิ่งที่ชาวบ้านต้องการมากที่สุดคืออาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และการดูแลผู้ป่วยติดเตียง”
ความช่วยเหลือที่มาถึงในเวลาสำคัญ
หนึ่งในเหตุการณ์ที่เธอประทับใจและจดจำได้ไม่ลืม คือการช่วยอพยพครอบครัวหนึ่งออกจากบ้านในช่วงที่ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ตอนเราเข้าไป น้ำยังแค่ระดับเข่า แต่พอช่วยพ่อแม่ ญาติพี่น้อง รวมถึงหมาและแมวออกจากบ้าน น้ำก็สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เจ้าของบ้านร้องไห้ด้วยความโล่งใจ เพราะกลัวว่าคนในครอบครัวและสัตว์เลี้ยงจะออกมาไม่ได้”
เหตุการณ์ครั้งนั้นตอกย้ำให้เธอเห็นถึงความสำคัญของการเข้าถึงชุมชนอย่างทันท่วงทีในช่วงวิกฤติ และทำให้เธอมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่อาสาสมัครต่อไป
ความทรงจำจากเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ในจังหวัดตรัง
ก่อนจะมาเป็นผู้ให้ในวันนี้ กุ้งเคยเป็นเด็กหญิงคนหนึ่งในอำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง ที่เติบโตในครอบครัวรับจ้างกรีดยางซึ่งมีรายได้จำกัด
ตั้งแต่อายุประมาณ 7 ขวบ เธอได้รับการดูแลจากมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ซึ่งช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา อุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียน รองเท้า กระเป๋านักเรียน ตลอดจนกิจกรรมพัฒนาเด็กและเยาวชนในชุมชนอย่างต่อเนื่อง
“ตอนนั้นดีใจมากค่ะ ไม่เคยมีกระเป๋าใหม่หรือรองเท้านักเรียนคู่ใหม่เหมือนเพื่อน ๆ พอได้รับก็ดีใจมาก จำได้ว่าเอาไปอวดเพื่อนเลย”
สำหรับเด็กคนหนึ่งที่เติบโตท่ามกลางข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ สิ่งของเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับใครหลายคน แต่กลับเป็นกำลังใจสำคัญที่ช่วยให้เธอรู้สึกว่าตนเองได้รับโอกาสไม่ต่างจากเด็กคนอื่น
“สมัยนั้นยากมากค่ะ ครอบครัวทำงานรับจ้างกรีดยาง การจะได้รองเท้าใหม่ กระเป๋าใหม่ หรือชุดนักเรียนใหม่สักชุดไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”
แม้เวลาจะผ่านมากว่าสองทศวรรษ แต่ความทรงจำเกี่ยวกับโอกาสและความห่วงใยที่เคยได้รับยังคงอยู่ในใจของเธอเสมอ
วันที่ได้พบมูลนิธิศุภนิมิตฯ อีกครั้ง
หลังจากย้ายออกจากบ้านเกิดและใช้ชีวิตในกรุงเทพมหานครมานาน กุ้งไม่เคยคาดคิดว่าจะได้พบชื่อของมูลนิธิศุภนิมิตฯ อีกครั้ง จนกระทั่งวันที่เธอลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยได้ดำเนิน “โครงการตอบสนองอุทกภัยประเทศไทย 2026” เพื่อช่วยเหลือครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ด้วยการส่งมอบถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็นในพื้นที่ประสบภัย
เมื่อเห็นชื่อองค์กรบนเสื้อของเจ้าหน้าที่ ความทรงจำในวัยเด็กก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง
“พอเห็นชื่อมูลนิธิศุภนิมิตฯ บนเสื้อเจ้าหน้าที่ ก็รีบบอกแฟนเลยว่า นี่คือมูลนิธิที่เคยช่วยเหลือเราตอนเด็ก”
การได้กลับมาพบองค์กรที่เคยอยู่เคียงข้างเธอในวัยเยาว์ ในฐานะผู้ใหญ่ที่กำลังทำงานเพื่อช่วยเหลือสังคมเช่นเดียวกัน สร้างความรู้สึกพิเศษอย่างยิ่ง
“เหมือนได้เจอผู้มีพระคุณอีกครั้ง ถึงแม้จะไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัว แต่สิ่งที่ได้รับในตอนเด็กมีความหมายมากจริง ๆ”
นอกจากนี้ เธอยังรู้สึกประทับใจเมื่อได้เห็นบทบาทของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ที่ไม่ได้ทำงานเพียงด้านการส่งเสริมการศึกษาและการพัฒนาเด็กเท่านั้น แต่ยังเข้ามาช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในช่วงเวลาที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
เมื่อโอกาสในวันนั้น กลายเป็นพลังในการส่งต่อวันนี้
สำหรับกุ้ง การสนับสนุนเด็กคนหนึ่งอาจดูเป็นเรื่องเล็กในสายตาของใครหลายคน แต่สำหรับเด็กที่เติบโตมาท่ามกลางความยากลำบาก โอกาสเหล่านั้นสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตได้อย่างแท้จริง
วันนี้เธอไม่ใช่เด็กหญิงที่รอรับความช่วยเหลืออีกต่อไป แต่ได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่พร้อมยื่นมือช่วยเหลือผู้อื่นในยามที่พวกเขาต้องการ
“เมื่อก่อนเราเป็นฝ่ายได้รับ แต่วันนี้ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของการให้ และได้ช่วยเหลือคนอื่นร่วมกับหลายภาคส่วน ก็รู้สึกดีใจมากค่ะ”
พลังแห่งการให้ที่ส่งต่อไม่สิ้นสุด
ก่อนจบบทสนทนา กุ้งฝากข้อความถึงผู้อุปการะและผู้ใหญ่ใจดีทุกคนที่เคยร่วมสนับสนุนเด็ก ๆ ผ่านมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย
“ขอบคุณที่มองเห็นความลำบากของเด็กคนหนึ่ง ขอบคุณที่ช่วยให้เด็กคนนั้นได้มีโอกาส ได้มีอุปกรณ์การเรียน ได้มีสิ่งของที่จำเป็นในชีวิต สิ่งเหล่านี้มีความหมายมากสำหรับเด็กคนหนึ่งจริง ๆ ค่ะ”
เรื่องราวของพัชรีเป็นภาพสะท้อนที่งดงามของพลังแห่งการให้ เพราะโอกาสที่เด็กคนหนึ่งได้รับในวันวาน อาจเติบโตเป็นแรงบันดาลใจให้เขากลายเป็นผู้ใหญ่ที่พร้อมส่งต่อความหวัง ความช่วยเหลือ และความปรารถนาดีให้กับผู้อื่นในวันข้างหน้า
เช่นเดียวกับเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ จากจังหวัดตรังในวันนั้น ที่วันนี้กำลังใช้สองมือของตนเองช่วยเหลือผู้คนในยามวิกฤติ และเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า “เมื่อเด็กคนหนึ่งได้รับโอกาส เขาสามารถเติบโตขึ้นมาเพื่อสร้างโอกาสให้กับผู้อื่นต่อไปได้”


