ท่ามกลางกระแสสังคมที่เร่งรีบและโลกออนไลน์ที่หมุนไม่หยุด ปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มวัยรุ่น Gen Z กำลังกลายเป็นวิกฤตเงียบที่สังคมไทยไม่อาจมองข้าม ในเดือนพฤษภาคมที่เป็นเดือนสุขภาพใจนี้ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ร่วมกับสภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร กรมสุขภาพจิต, Four Flowers และสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย จึงจัดกิจกรรมเสวนาและนิทรรศการภายใต้โครงการ ‘ศิลปะฮีลใจ วัยรุ่น Gen Z’ ขึ้น เพื่อเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้เยาวชนได้เยียวยาใจตัวเองผ่านพลังของศิลปะ
วิกฤตที่ตัวเลขบอกแทนไม่หมดข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสะท้อนภาพที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ผลสำรวจ Mental Health Check-In พบว่าเยาวชนในกรุงเทพฯ มีความเครียดและเสี่ยงภาวะซึมเศร้าถึง ร้อยละ 61.07 ขณะที่เด็กและเยาวชนอายุ 12–18 ปี ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีภาวะความเครียดสูงถึง ร้อยละ 30 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ
นอกจากนี้ รายงานของกรมสุขภาพจิตยังพบว่า มีผู้มีภาวะซึมเศร้าถึงร้อยละ 12.7 และมีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายร้อยละ 3.9 ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือเสียงของเยาวชนที่กำลังต้องการใครสักคนรับฟัง
ด้าน Mr.Harley Hamilton ผู้อำนวยการฝ่ายจัดหาและบริหารกองทุน ประธานในพิธี กล่าวเปิดงานด้วยน้ำเสียงที่ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้อย่างชัดเจนว่า “มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยดำเนินงานเพื่อพัฒนาเด็กเปราะบางยากไร้ทั่วประเทศมาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี และในช่วงเวลานี้ เราได้กำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ โดยให้ความสำคัญกับประเด็นสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะวัยรุ่น Gen Z ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการการดูแลและการสนับสนุนอย่างเหมาะสม เรามองว่าประเด็นนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาและคุณภาพชีวิตของเยาวชนในอนาคต”
Mr.Harley ยังกล่าวต่อว่ากิจกรรมในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่เรียนรู้สำหรับเยาวชนเท่านั้น แต่เป็นโอกาสที่องค์กรจะได้เรียนรู้จากมุมมองและประสบการณ์ของเยาวชนเช่นกัน พร้อมขอบคุณองค์กรพันธมิตรอย่าง สภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร กรมสุขภาพจิต, Four Flowers และสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทยที่ร่วมขับเคลื่อนกิจกรรมให้เกิดขึ้นได้อย่างมีคุณค่า
‘It’s okay ที่จะไม่โอเค’ เสียงจากคุณบอนนี่ สุชาวลี มั่นคง Mental Health & Psychosocial Support Specialist มูลนิธิศุภนิมิตฯ ถึงวัยรุ่นทุกคนหัวใจสำคัญของงานวันนี้คือการเสวนาในหัวข้อ ‘วิธีฮีลใจ วัยรุ่น Gen Z’ ซึ่งคุณบอนนี่ ได้พูดถึงความท้าทายของเยาวชนยุคนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า
“ต้องยอมรับว่าเด็กยุคนี้ต้องเจออะไรเยอะกว่ามาก เมื่อก่อนเรายังควบคุมปัจจัยรอบตัวได้มากกว่า ไม่มีข่าวสารหรือความคิดเห็นจำนวนมหาศาลมาอยู่แค่ปลายนิ้วเหมือนตอนนี้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อจิตใจโดยตรง”
คุณบอนนี่อธิบายว่าช่วงวัยรุ่นเป็นช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงหลายมิติพร้อมกัน ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และความคิด เมื่อรวมกับโซเชียลมีเดียที่เข้ามาซ้อนทับความซับซ้อนนั้น สุขภาพจิตจึงกลายเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ในการรับมือกับโลกและการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง
และสิ่งที่ทิ้งไว้ในใจผู้ฟังมากที่สุดคือถ้อยคำส่งท้ายของเธอ “It’s okay ที่น้องจะไม่โอเค… การไม่โอเคไม่ได้แปลว่าเราไม่มีค่า ไม่ได้แปลว่าเราจะลุกขึ้นใหม่ไม่ได้ หรือจะไม่มีวันที่ดีขึ้น ไม่ว่าเราจะสุขหรือทุกข์ อยากให้น้อง ๆ ได้รับรู้และเข้าใจอารมณ์ของตัวเองและใช้ชีวิตในโมเมนต์นั้นให้เต็มที่ เป็นตัวของตัวเอง เรียนรู้และเติบโตไปกับมัน”
ศิลปะพื้นที่ปลอดภัยที่ไม่ต้องใช้คำพูดนอกจากเวทีเสวนา บรรยากาศภายในงานยังเต็มไปด้วยพลังงานอบอุ่น เยาวชนที่เข้าร่วมได้สัมผัสกิจกรรมบูธนิทรรศการที่หลากหลาย ทั้งการวาดภาพระบายสี การเขียนระบายสิ่งที่อยู่ในใจ แจกฟรีหนังสือน่าอ่านอย่าง CYBER Bullying เพื่อให้รู้ทัน รู้ป้องกันการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ และกิจกรรมศิลปะบำบัดในรูปแบบต่าง ๆ ที่ออกแบบมาให้เหมาะกับวิถีของ Gen Z ที่ให้คุณค่ากับการแสดงออกและอิสระทางความคิด
ศิลปะกลายเป็นสะพานเชื่อมระหว่างความรู้สึกที่บางครั้งหาคำพูดไม่เจอ กับโลกภายนอกที่รอรับฟัง เด็ก ๆ หลายคนนั่งลงวาด ระบาย และสร้างสรรค์ผลงานอย่างตั้งใจ ในพื้นที่ที่พวกเขารู้ว่า ไม่ว่าจะแสดงออกมาเป็นอะไร ก็จะมีคนเห็น รับฟังอย่างตั้งใจและยอมรับในตัวจนของพวกเขา
กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจที่มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยและองค์กรพันธมิตรมุ่งมั่นขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง นั่นคือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์ให้เยาวชน ส่งเสริมสุขภาพจิตเชิงป้องกัน และสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้แก่คนรุ่นใหม่ในสังคมเมืองที่ความเครียดแฝงอยู่ในทุกมุม สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของทุกช่วงวัย
เพราะการดูแลใจไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือก้าวแรกของการเติบโต และเยาวชนทุกคนสมควรรู้ว่า ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่จุดไหน มีคนเห็น มีคนรับฟัง และมีคนอยู่เคียงข้างเสมอ


