“ที่ผ่านมา น้ำก็เคยขึ้นมาบนถนนแล้วก็แห้งไป แต่ครั้งนี้ไม่เคยเห็นมาก่อน”
นางลัดดาวัลย์ ชาวจังหวัดน่าน เล่าย้อนถึงเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากที่เข้าท่วมชุมชนอย่างรุนแรง สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนและทรัพย์สินของผู้คนในหมู่บ้านอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานานนับร้อยปี
จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชน เหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน จนทำให้บางครอบครัวในอดีตต้องย้ายถิ่นฐานขึ้นไปอยู่บนพื้นที่สูงกว่าเพื่อความปลอดภัย แต่สำหรับคนรุ่นปัจจุบัน หลายคนไม่เคยคิดว่าจะได้เผชิญกับเหตุการณ์เช่นนี้อีกครั้ง
คืนเกิดเหตุ เวลาประมาณตี 3 นางลัดดาวัลย์ตื่นขึ้นมาพบว่าน้ำเริ่มเอ่อเข้ามาบริเวณบ้านเพียงเล็กน้อย เธอคิดว่าเป็นเพียงน้ำที่ล้นจากทางระบายน้ำ จึงรีบนำรถจักรยานยนต์ไปจอดในพื้นที่สูงเพื่อป้องกันความเสียหาย
แต่เมื่อกลับมาถึงบ้านในเวลาไม่นาน สถานการณ์กลับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
“พอกลับลงมาอีกที น้ำท่วมสูงถึงระดับเอวแล้ว ต้องปีนรั้วกลับเข้าบ้าน”
หลังจากนั้นเธอและลูก ๆ ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากรีบขึ้นไปหลบภัยบนชั้นสองของบ้าน ในขณะที่มวลน้ำยังคงไหลเชี่ยวและเพิ่มระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ท่ามกลางสถานการณ์คับขัน สิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเธอไว้คือคำเตือนจากลูก ๆ
“ลูกบอกให้แม่ตั้งสติ คิดดี ๆ เหตุการณ์แบบนี้เราต้องมีสติ จะกระโดดออกไปไม่ได้ เพราะถ้าลงไป น้ำอาจพัดไปและเกิดอันตรายได้”
แม้จะพยายามเข้มแข็ง แต่ความหวาดกลัวก็ยังคงปกคลุมอยู่ตลอดเวลาที่ติดอยู่ภายในบ้าน
“ตอนอยู่บนชั้นสอง พี่กับลูกกลัวมาก กลัวบ้านจะถล่ม”
เสียงไม้ซุงขนาดใหญ่ที่ถูกกระแสน้ำพัดมากระแทกตัวบ้านดังสนั่นเป็นระยะ สร้างความหวาดหวั่นให้กับทุกคนที่ติดอยู่ภายใน กระจกหน้าต่างแตกกระจายจากแรงกระแทก ขณะที่ข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านถูกกระแสน้ำพัดพาออกไป
“ทั้งตู้ ทั้งโซฟา น้ำพัดออกจากบ้านไปหมด ลูกก็บอกว่ากระจกบ้านเราแตกแล้ว”
หลังเฝ้ารออย่างหวาดหวั่นอยู่หลายชั่วโมง ระดับน้ำจึงเริ่มลดลง ก่อนที่เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้ามาให้การช่วยเหลือ พร้อมนำรถเข้ารับผู้ประสบภัยออกจากพื้นที่อย่างปลอดภัย
แม้จะผ่านพ้นช่วงเวลาเสี่ยงอันตรายมาได้ แต่สิ่งที่รออยู่เบื้องหน้ากลับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ในการฟื้นฟูชีวิตและบ้านเรือนที่เสียหายอย่างหนัก
เมื่อมองสภาพบ้านของตนเองที่เต็มไปด้วยดินโคลนและเศษซากความเสียหาย นางลัดดาวัลย์ยอมรับว่าเธอยังไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร
“ตอนนี้คงได้แต่รอให้มีคนเข้ามาช่วย อย่างละนิดละหน่อย เพราะความเสียหายมันมหาศาล เกินกำลังที่เราจะทำเองได้”
ด้วยสมาชิกในครอบครัวที่มีเพียงเธอและลูกอีกสองคน การขนย้ายดินโคลนจำนวนมากออกจากบ้านจึงเป็นเรื่องเกินกำลัง
แม้เธอจะเข้าใจดีว่าหน่วยงานท้องถิ่นและเทศบาลพยายามช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถแล้ว แต่ขนาดของความเสียหายที่เกิดขึ้นกับคนทั้งชุมชน ทำให้การฟื้นฟูจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วนร่วมกัน
ปัจจุบันสิ่งที่เธอและชาวบ้านต้องการเร่งด่วนที่สุด คือการช่วยขนย้ายดินโคลนจำนวนมากที่ทับถมอยู่ภายในบ้าน เพื่อให้สามารถเริ่มต้นทำความสะอาดและซ่อมแซมที่อยู่อาศัยได้อีกครั้ง
“เราพยายามตักดิน ตักทรายออกจากบ้าน แต่ก็ไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ไหน ตอนนี้เอาไปกองไว้ริมลำน้ำก็เต็มไปหมดแล้ว”
หลายครอบครัวยังคงไม่สามารถกลับเข้าไปใช้ชีวิตในบ้านของตนเองได้ รถจักรยานยนต์และทรัพย์สินจำนวนมากยังจมอยู่ใต้ดินโคลน ขณะที่ระบบสาธารณูปโภคหลายพื้นที่ยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ
“เราทุกคนอยากให้บ้านกลับมาอยู่ในสภาพเดิม มีน้ำ มีไฟ ใช้เหมือนที่ผ่านมา”
ทุกวันนี้ นางลัดดาวัลย์ต้องอาศัยบ้านญาติในช่วงกลางคืน ส่วนในเวลากลางวันก็กลับมาจัดการความเสียหายที่บ้านของตนเอง โดยต้องตักน้ำจากลำน้ำเหมืองที่ไหลผ่านหน้าบ้านขึ้นมาใช้เพื่อดำรงชีวิตในเบื้องต้น
แม้ต้องเผชิญกับความสูญเสียและความไม่แน่นอน แต่เธอยังคงมีความหวังว่าวันหนึ่งจะสามารถฟื้นฟูบ้านหลังนี้ให้กลับมาเป็นที่พักพิงของครอบครัวได้อีกครั้ง
“พี่อยากฟื้นฟูบ้านของพี่ ให้เราสามารถกลับเข้ามาอยู่ได้”
คำพูดเรียบง่ายที่สะท้อนความรู้สึกของผู้ประสบภัยจำนวนมากในจังหวัดน่าน ซึ่งไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการได้กลับมาใช้ชีวิตในบ้านที่ตนรัก บ้านที่เป็นศูนย์รวมของความทรงจำ ความอบอุ่น และความหวังในการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหลังวิกฤตผ่านพ้นไป


