เมื่อวันที่ 28-29 กรกฎาคม 2569 มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย จัดการอบรมหลักสูตร ‘ครอบครัวสุขสันต์พลัส’ (Celebrating Family Plus) ณ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อเสริมสร้างศักยภาพผู้นำคริสตจักร ผู้รับใช้ และผู้ทำงานด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว ให้มีความรู้ ความเข้าใจ และเครื่องมือในการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว พร้อมนำกระบวนการเรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ในคริสตจักร โรงเรียน และชุมชนของตนเอง
การอบรมครั้งนี้เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ภาพรวมของหลักสูตรครอบครัวสุขสันต์พลัส ตลอดจนแนวทางการใช้คู่มือประกอบการเรียนรู้ การสร้างข้อตกลงร่วมกันภายในกลุ่ม เพื่อให้เกิดบรรยากาศการเรียนรู้ที่ปลอดภัยและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกคน
ตลอดหลักสูตร ผู้เข้าร่วมได้ทบทวนประสบการณ์ชีวิตผ่านกิจกรรม ‘ความหวังและความฝันสำหรับครอบครัวของฉัน’ ‘สัญญาณของความผาสุก สัญญาณของความร้าวฉาน’ และ ‘ความยินดีและความเจ็บปวด’ เพื่อสำรวจรากฐานของความสัมพันธ์ในครอบครัว เรียนรู้ปัจจัยที่นำไปสู่ความสุขหรือความขัดแย้ง รวมถึงทำความเข้าใจผลกระทบที่ประสบการณ์ในอดีตมีต่อการดำเนินชีวิตและความสัมพันธ์ในปัจจุบัน
นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังได้เรียนรู้ทักษะการเป็น ‘ผู้เอื้อกระบวนการ’ ผ่านการฝึกปฏิบัติและกิจกรรมบทบาทสมมติ เพื่อพัฒนาทักษะการรับฟัง การตั้งคำถาม และการสร้างการมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการทำงานกับเด็ก เยาวชน และครอบครัว ขณะที่กิจกรรม ‘พื้นที่ของความรักและความเอื้ออาทร’ และ ‘ผู้สร้างที่ชาญฉลาด’ ยังช่วยส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับการสื่อสารเชิงบวก การเห็นคุณค่าของกันและกัน และการสร้างความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งในครอบครัว
สำหรับผู้เข้าร่วมหลายคน การอบรมครั้งนี้ไม่เพียงมอบองค์ความรู้ แต่ยังช่วยให้มองเห็นความท้าทายของครอบครัวในมุมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
คุณหวาน วัธนี มีเพียรกิจ ผู้นำที่ทำงานใกล้ชิดกับเด็กและเยาวชนจากคริสตจักรเมล็ดพันธุ์กรุงเทพ สะท้อนปัญหาที่พบเป็นประจำในเด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาครอบครัว “ส่วนมากเลยก็จะเป็นเด็กวัยรุ่นที่มีปัญหาครอบครัว ครอบครัวแตกแยก ได้รับบาดเจ็บทั้งใจและกาย และการแสดงออกออกมาที่อาจจะไม่น่ารัก แต่ปัญหาก็คือว่าเขาไม่มีความสุข”
เธอเชื่อว่าครอบครัวควรเป็นพื้นที่แห่งความรักและสันติสุขสำหรับเด็ก แต่ในความเป็นจริง เด็กจำนวนไม่น้อยกลับต้องเผชิญความเจ็บปวดจากคนใกล้ตัว ส่งผลต่อพฤติกรรม ความมั่นใจ และการใช้ชีวิตในระยะยาว
ด้าน ว่าที่ร้อยตรี ประพันธ์ มีเพียรกิจ ศิษยาภิบาลจากคริสตจักรเมล็ดพันธ์ุกรุงเทพ สะท้อนอีกหนึ่งปัญหาสำคัญของครอบครัวยุคปัจจุบัน คือช่องว่างระหว่างวัย “พ่อแม่กับลูกคุยกันไม่รู้เรื่อง เพราะมักจะคุยคนละภาษาแล้ว เป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยีทำให้เด็กและพ่อแม่มีมุมมองที่แตกต่างกันมากขึ้น จนส่งผลต่อความไว้วางใจและการสื่อสารภายในครอบครัว ผมมองว่าเรื่องของการพูดคุยหรือการไว้วางใจระหว่างลูกกับพ่อแม่ มันเลยมีปัญหา เด็กไม่สามารถไว้ใจหรือเชื่อใจพ่อแม่ได้มากพอ”
คุณประพันธ์ยังบอกอีกว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนของสังคมต้องเริ่มต้นจากหน่วยที่เล็กที่สุด นั่นคือครอบครัว ดังนั้น ต้องเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงครอบครัว เมื่อสมาชิกในครอบครัวได้รับการเยียวยา มีความรัก ความเข้าใจ และสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะส่งต่อไปยังชุมชนและสังคมในวงกว้าง
ด้วยเหตุนี้ ทั้งณคุณวัธนีและคุณประพันธจึงตัดสินใจเข้าร่วมหลักสูตรเพื่อค้นหาเครื่องมือและแนวทางที่จะช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ภายในครอบครัว รวมถึงช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่อยู่ในความดูแล
ขณะเดียวกัน คุณธีรนุช ภูผาสุข และ คุณกอบชัย ภูผาสุข จากคริสตจักรเมล็ดพันธุ์สมุทรสาคร มองเห็นปัญหาคล้ายกันจากการทำงานรับใช้และการเป็นครู โดยเฉพาะความไม่เข้าใจกันระหว่างสมาชิกในครอบครัว ทั้งระหว่างสามีภรรยา และระหว่างพ่อแม่กับลูก
คุณกอบชัย ศิษยาภิบาลคริสตจักรเมล็ดพันธุ์สมุทรสาครกล่าวว่า สิ่งที่ประทับใจจากการอบรมคือการได้เรียนรู้แนวทางในการทำความเข้าใจปัญหาและจัดการความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ “สิ่งที่โดนใจก็คือเรื่องของการรับรู้ถึงปัญหา แล้วก็กระบวนการในการที่เราจะเข้าอกเข้าใจปัญหานั้น การมาอบรมครั้งนี้ทำให้เราเห็นกระบวนการและแง่คิดต่าง ๆ รวมถึงวิธีการที่เราจะนำไปปฏิบัติใช้ได้จริง”
พร้อมทั้งมองว่าความรู้ที่ได้รับสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งในการดูแลครอบครัว การทำงานกับนักเรียน และการรับใช้ในคริสตจักร “การอบรมครั้งนี้ทำให้เราตระหนักมากขึ้นในการที่จะนำกระบวนการเหล่านี้ไปปรับใช้ ทั้งในส่วนตัวและรวมถึงในองค์กรของเราด้วย”
ด้าน คุณธีรนุช หรือ คุณอ้อม การอบรมครั้งนี้ได้เชื่อมโยงกับประสบการณ์ส่วนตัวของเธอโดยตรง โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับคุณแม่ที่มีความแตกต่างด้านความคิดและความเชื่อ จนทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันอยู่บ้างในช่วงที่ผ่านมา เธอเล่าว่า หนึ่งในบทเรียนที่กระทบใจมากที่สุด คือการตระหนักว่าแม้ความเห็นจะแตกต่างกัน แต่ความสัมพันธ์ในครอบครัวยังคงเป็นสิ่งที่มีคุณค่า และควรได้รับการดูแลรักษา “ตอนนี้อ้อมมีปัญหากับคุณแม่ เพราะเรามีความคิดและความเชื่อที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดความขัดแย้งอยู่ แต่สิ่งที่ได้รับจากการอบรมทำให้ตระหนักว่า เราควรเป็นฝ่ายเข้าไปหาท่านก่อน บทเรียนที่ได้รับทำให้อ้อมมองเห็นความสำคัญของการเป็นผู้เริ่มต้นสร้างสันติและความเข้าใจในครอบครัว พร้อมตั้งใจที่จะกลับไปพูดคุยกับคุณแม่ด้วยหัวใจที่เปิดกว้างมากขึ้นค่ะ คือเราเป็นลูก เราควรเป็นฝ่ายเข้าไปหาคุณแม่ก่อน เพื่อสร้างสันติและความเข้าใจอันดีต่อกัน และนำความสัมพันธ์ที่ดีกลับมาอีกครั้ง”
สำหรับคุณธีรนุชแล้ว ครอบครัวที่เข้มแข็งไม่ได้หมายถึงการไม่มีความเห็นต่าง แต่คือการที่ทุกคนพร้อมจะรับฟังและเข้าใจกัน แม้ในวันที่ความคิดเห็นไม่ตรงกันก็ตาม “ครอบครัวต้องเข้าใจกัน ต้องฟังกัน มีคนพูดก็ต้องมีคนฟัง เวลาเด็กพูดเราก็อยากจะฟัง และเวลาเราพูดเราก็อยากให้เด็กฟัง”
ทั้งคุณธีรนุชและคุณกอบชัย ตั้งใจจะนำกระบวนการที่ได้รับไปปรับใช้กับครอบครัว นักเรียน และพี่น้องในคริสตจักร เพื่อสร้างพื้นที่แห่งการรับฟังและการเรียนรู้ร่วมกัน โดยคุณธีรนุช กล่าวว่า สิ่งที่เธออยากเห็นมากที่สุดคือการที่สมาชิกในครอบครัวรับฟังและเข้าใจกันมากขึ้น “ครอบครัวต้องเข้าใจกัน ต้องฟังกัน มีคนพูดก็ต้องมีคนฟัง เวลาเด็กพูดเราก็อยากจะฟัง และเวลาเราพูดเราก็อยากให้เด็กฟัง”
ในช่วงท้ายของหลักสูตร ผู้เข้าร่วมได้ร่วมกันกำหนดแนวทางการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในบริบทของตนเอง พร้อมเรียนรู้การติดตามและประเมินผล เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งยังสามารถนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดและขยายผลผ่านคริสตจักรและเครือข่ายชุมชน เพื่อร่วมสร้างครอบครัวที่เข้มแข็ง เด็กที่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม และชุมชนที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของทุกคนในสังคม
มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยเชื่อว่า ‘ครอบครัว’ คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน เพราะเมื่อเด็กเติบโตในบ้านที่เต็มไปด้วยความรัก ความเข้าใจ และการรับฟัง พวกเขาจะมีรากฐานที่มั่นคงในการเผชิญความท้าทายในชีวิต และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต ผ่านหลักสูตร ‘ครอบครัวสุขสันต์พลัส’ มูลนิธิศุภนิมิตมุ่งหวังที่จะเสริมสร้างศักยภาพผู้นำและผู้ทำงานกับครอบครัวให้สามารถนำกระบวนการเรียนรู้ไปขยายผลในคริสตจักร โรงเรียน และชุมชนของตนเอง เพื่อร่วมกันสร้างครอบครัวที่เข้มแข็ง พื้นที่แห่งความรัก ความปลอดภัย และความหวัง ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีในเด็ก เยาวชน และสังคมไทยอย่างยั่งยืนต่อไป


