ความฝันในบ้านที่ไร้แสงไฟของ ‘น้องฟ้า’  

4 ชีวิตครอบครัวที่หาเช้ากินค่ำกับความฝันของเด็กหญิงที่อยากเป็นครู

ท่ามกลางพุ่มไม้รกครึ้มและเส้นทางดินที่ต้องข้ามคลองเพื่อเข้าถึง มี ‘เพิงพัก’ หลังหนึ่งที่แทบไม่มีใครรู้จัก ที่นั่นมีหนึ่งครอบครัว 4 ชีวิตอาศัยอยู่ด้วยกัน พ่อ แม่ และลูกสาวอีกสองคน โดยไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา และไม่มีแม้แต่ความแน่นอนว่าวันพรุ่งนี้จะมีข้าวกิน

จนกระทั่งวันที่เจ้าหน้าที่มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยได้ไปเยี่ยมเพิงพักหลังนั้น “ผมรู้สึกภูมิใจและซาบซึ้งใจมาก ไม่คิดมาก่อนว่าจะมีคนเข้ามาช่วยถึงขนาดนี้” พ่อสุดใจ วัย 56 ปี พ่อของ น้องฟ้า และ น้องน้อย พูดด้วยเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ขณะนั่งอยู่ในบ้านที่แสงธรรมชาติเป็นสิ่งเดียวที่ส่องเข้ามาได้

พ่อสุดใจเป็นคนร้อยเอ็ด ส่วน แม่ยุรี ภรรยาอายุ 43 ปี เป็นคนชัยภูมิ ทั้งคู่ย้ายมาหางานทำแถบราชบุรี ที่หลับนอนในช่วงแรกเป็นเพียงเพิงพักที่ถูกสร้างไว้ชั่วคราว ไม่กี่เดือนก่อนชีวิตพลิกผันได้มาอยู่ในบ้านหลังปัจจุบัน เพราะมีคนในพื้นที่เห็นว่าพวกเขาไม่มีที่พักพิง จึงยื่นมือเข้ามาช่วยให้อาศัยในบ้านที่รกร้างกลางป่า เพราะอย่างน้อยก็มีหลังคา กันแดด กันฝนได้ดีกว่า

“ตอนแรกพื้นที่รอบบ้านรกมาก มีแต่หญ้าและต้นไม้ขึ้นเต็มไปหมด ผมก็ช่วยตัดแต่ง ปรับพื้นที่จนพออยู่ได้” พ่อสุดใจ เล่า งานหลักของเขาคือ รับจ้างตัดไม้ ตัดกิ่งไม้ ปีนต้นไม้ งานที่ไม่มีรายได้ประจำ ไม่มีประกันสังคม และมีความเสี่ยงทุกวัน บางครั้งโชคดีหน่อยก็ได้ 400 บาท แต่ใช่ว่างานจะมีทุกวัน ไม้บางส่วนที่ตัดมาก็เอาไปขายเพิ่มรายได้ เพราะถ้าเก็บไว้เผาถ่านจนหมด เงินก็ไม่พอใช้

เมื่อรายได้ขาดหาย อาหารก็หายตามไปด้วย ทางออกของครอบครัวนี้คือ ‘วัด’ ที่อยู่ห่างออกไปราว 7 กิโลเมตร “ผมไปเอาข้าวจากวัดเกือบทุกวันครับ หลวงตาจะเตรียมไว้ให้” พ่อสุดใจพูดอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีความเขินอาย เพราะในสายตาของพ่อ การให้ลูกมีอาหารกินสำคัญกว่าทุกสิ่ง

หนึ่งในสิ่งที่หนักที่สุดของการใช้ชีวิตที่นี่ คือการไม่มีไฟฟ้า บ้านหลังนี้เคยมีระบบไฟฟ้าและน้ำประปาครบครันในอดีต เมื่อครั้งที่เจ้าของที่จากกรุงเทพฯ ซื้อไว้ทำสวน แต่เมื่อทิ้งร้างมากว่า 20 ปี อุปกรณ์ทุกอย่างก็ถูกรื้อถอนไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงโครงเก่าที่เป็นเงาของสิ่งที่เคยมี

ปัจจุบันครอบครัวแก้ปัญหาด้วยแบตเตอรี่ที่ต้องขนไปชาร์จที่หน้าวัดทุก 2-3 วัน ครั้งละ 50-100 บาท ส่วนน้ำใช้ต้องเข็นถังขนาด 200 ลิตรมาจากข้างนอก พอใช้ได้ราว 2 วัน ส่วนน้ำดื่มต้องซื้อถังละ 15 บาท

“ถ้ามีไฟฟ้า ชีวิตจะง่ายขึ้นหลายอย่าง ไม่ต้องไปขอใช้น้ำหรือพึ่งคนอื่นมากเหมือนตอนนี้” พ่อสุดใจพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความหวัง “บางครั้งเราไปใช้ไฟของคนอื่นเยอะ ก็ต้องเกรงใจเขา ถึงเขาจะไม่พูด แต่เราก็รู้สึกได้”

ปัญหาหลักที่ต้องแก้ไขตอนนี้ พ่อสุดใจบอกว่าง่ายมาก แค่ ‘สายไฟ’ เพราะโครงสร้างเดิมยังพอมี และ อบต. พร้อมประสานงานการไฟฟ้าให้แล้ว เหลือเพียงการต่อสายจากต้นทางเข้าบ้านและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ

ในคืนที่มืดมน แต่ไฟตะเกียงในหัวใจดวงน้อย ๆ ยังคงสว่างไสว ‘น้องฟ้า’ เด็กหญิงในวัย 7 ขวบ นักเรียนชั้น ป.2 เธอเล่าเรื่องของเธอให้ฟังด้วยรอยยิ้ม ตั้งแต่เรื่องเพื่อนในห้อง 30 คน ครูประจำชั้นที่ใจดี ไปจนถึงเมนูโปรดที่โรงเรียนอย่างข้าวมันไก่

เธอชอบคณิตศาสตร์ ชอบอ่านภาษาไทย และชอบเต้น แต่สิ่งที่เธออยากเป็นเมื่อโตขึ้นนั้นชัดเจนมาก “หนูอยากเป็นครูค่ะ จะพยายามเรียนให้สูง” เธอพูดอย่างมั่นใจ

แต่เบื้องหลังความฝันนั้น มีอุปสรรคที่เด็กอายุ 7 ขวบไม่ควรต้องเผชิญ เมื่อถูกถามว่าบ้านที่อยู่ตอนนี้เป็นอย่างไร เธอตอบสั้น ๆ ว่า “ที่บ้านไม่มีไฟค่ะ หนูอยากมีไฟฟ้าเพราะจะได้ทำการบ้านได้ค่ะ” เพราะหลังเลิกเรียนตอนที่พอมีแสงสว่างอยู่นั้น น้องฟ้าต้องช่วยล้างจาน ทำความสะอาดบ้านและดูแลน้องน้อย น้องสาวของเธอ ทำให้ในตอนกลางคืนเป็นเวลาเดียวที่เธอจะได้อ่านหนังสือ และทำการบ้าน พร้อมสอนน้องวาดรูปท่ามกลางแสงแบตเตอรี่อันน้อยนิด พอไฟเริ่มริบหรี่ทุกคนต้องรีบเข้านอนก่อนที่แสงจะมืดลง

“ลูกผมชอบอ่านหนังสือ แต่พอตกกลางคืนก็ต้องให้หยุด เพราะมีแค่ไฟจากแบตเตอรี่” พ่อสุดใจพูดพลางมองไปยังทิศทางที่ลูกสาวนั่งอยู่

แม้ชีวิตจะยากลำบาก แต่ทั้งครอบครัวไม่เคยสิ้นหวัง “อยากให้ลูกได้เรียนสูง ๆ มีความเป็นอยู่ที่ดี ไม่ลำบากเหมือนพ่อแม่” เขากล่าว “ถ้าไม่ได้เรียนก็จะไม่มีโอกาสในอนาคต”

และแม้สภาพบ้านจะทรุดโทรม อาหารบางวันต้องพึ่งพาวัด น้ำต้องเข็นมาเอง ไฟต้องใช้จากแบตเตอรี่ที่ต้องวิ่งไปชาร์จทุก 2-3 วัน แต่ครอบครัวนี้ยังคงมีรอยยิ้ม มีเสียงหัวเราะ และมีความรักที่แน่นแฟ้น

รอยยิ้มและแววตาคู่สดใส ของเด็ก ๆ ทั้งสองคน คือขุมพลังและกำลังใจของคนเป็นพ่อ แม่ ให้ฝ่าฟันอุปสรรคที่ถาโถมเข้ามา

ครอบครัวพ่อสุดใจกำลังรอการประสานงานเพื่อต่อสายไฟเข้าบ้าน ซึ่งนับเป็นก้าวแรกที่จะเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาไปอย่างสิ้นเชิง เพื่อให้ผู้ที่เป็นดั่งท้อง ‘ฟ้า’ และใจดวง ‘น้อย’ ของพวกเขาได้นั่งอ่านหนังสือในคืนที่มีแสงไฟ และก้าวเดินไปสู่ความฝันได้อย่างสง่างาม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ป้ายกำกับ
Child Rights Climate Change CSR Migrant SDG กลุ่มชาติพันธุ์ การจัดการภัยพิบัติ การพัฒนาสถานศึกษา การพัฒนาสถานะบุคคล การมีส่วนร่วมของเด็ก ครอบครัวสุขสันต์ ครอบครัวอยู่ดีมีสุข ความมั่นคงทางอาหาร ความยั่งยืน ความยุติธรรมในสังคม (Social Justice) ความรับผิดชอบต่อสังคม ความรุนแรงต่อเด็ก ความเชื่อและการพัฒนา งานรณรงค์เพื่อเด็ก จิตอาสา ทักษะชีวิตเยาวชน ทักษะอาชีพเยาวชน นโยบายการพัฒนาเด็ก น้ำเพื่อชีวิต บริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน บริจาคทุนการศึกษา บริจาคเงิน ปกป้องคุ้มครองเด็ก ประชากรข้ามชาติ ผู้นำเยาวชน พัฒนาชุมชน ภัยพิบัติ ยุติวัณโรค/End TB ยุติเอดส์/Stop AIDS สังคมแห่งการแบ่งปัน สิทธิมนุษยชน สิทธิเด็ก ส่งน้องจบ ป-ตรี อดีตเด็กในความอุปการะ เด็กข้ามชาติ เด็กยากไร้ เด็กไร้รัฐ เสียงเด็กและเยาวชน แรงงานข้ามชาติ/ประชากรข้ามชาติ แรงงานต่างชาติ

ข่าวอื่นๆ

มูลนิธิศุภนิมิตฯ ร่วมขับเคลื่อนภารกิจพัฒนาสถานะบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ

‘สานต่อพระเมตตา พัฒนาสถานะเด็กนักเรียนอักษร G’ ผนึกพลังรัฐ–ภาคีเครือข่าย คืนสิทธิ สร้างโอกาส ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
อ่านต่อ »
0