วันมนุษยธรรมโลก

เมื่อความหวังต้องไปให้ถึงก่อนความช่วยเหลือ บทเรียนด้านมนุษยธรรมและภาวะผู้นำจากแนวหน้าวิกฤต

วันมนุษยธรรมโลก

เมื่อความหวังต้องไปให้ถึงก่อนความช่วยเหลือ บทเรียนด้านมนุษยธรรมและภาวะผู้นำจากแนวหน้าวิกฤต

ดร.วิมลรัตน์ สีสัน ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการภาคเหนือ-กลาง มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย

ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ฉันทำงานกับมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย สิ่งหนึ่งที่ฉันเรียนรู้ชัดเจนขึ้นทุกปี คือ งานด้านมนุษยธรรมไม่ใช่เพียงการนำความช่วยเหลือไปมอบให้กับผู้คนในยามวิกฤต แต่คือการยืนหยัดอยู่เคียงข้างพวกเขาในวันที่ชีวิตกำลังเผชิญความเปราะบางที่สุด และช่วยให้พวกเขาค้นพบ ‘ความหวัง’อีกครั้ง

ในฐานะผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการภาคเหนือและภาคกลาง และประธานคณะทำงานตอบสนองสถานการณ์ฉุกเฉิน ฉันมีหน้าที่กำกับดูแลและสนับสนุนการดำเนินงานด้านการพัฒนาเด็ก เยาวชน ครอบครัว และชุมชน รวมถึงการตอบสนองด้านมนุษยธรรมในสถานการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคเหนือ หรือการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ในห้วงเวลาที่ผ่านมา

ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ฉันตระหนักว่า หัวใจของงานมนุษยธรรมไม่ได้อยู่ที่การแจกจ่ายสิ่งของเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การรักษาศักดิ์ศรี คุณค่า และความหวังของผู้คนในช่วงเวลาที่พวกเขารู้สึกสูญเสียมากที่สุด

จากเจ้าหน้าที่ภาคสนาม สู่ผู้นำงานตอบสนองฉุกเฉิน

เส้นทางการทำงานของฉันไม่ได้เริ่มต้นจากตำแหน่งผู้บริหาร แต่เริ่มจากการเป็นเจ้าหน้าที่ภาคสนามในพื้นที่ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ ก่อนจะมีโอกาสทำงานในหลายบทบาท ทั้งงานอุปการะเด็ก งานติดตามและประเมินผล งานเทคนิคด้านการพัฒนา และงานบริหารโครงการระดับประเทศ

ทุกบทบาทที่ผ่านมาทำให้ฉันได้เรียนรู้ทั้งมุมมองของเด็ก ครอบครัว ชุมชน เจ้าหน้าที่ภาคสนาม และผู้บริหาร บทเรียนที่ตกผลึกชัดเจนที่สุด คือ การพัฒนาที่แท้จริงไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากเราเพียงเข้าไปช่วยเหลือ แต่ต้องเริ่มต้นจากการรับฟัง

การรับฟังเสียงของเด็ก รับฟังความต้องการของชุมชน และเปิดโอกาสให้พวกเขาเป็นเจ้าของกระบวนการเปลี่ยนแปลงร่วมกับเรา คือเงื่อนไขสำคัญของการสร้างผลกระทบที่ยั่งยืน

ฉันเชื่อเสมอว่า ชุมชนไม่ใช่ผู้รับความช่วยเหลือ แต่เป็นหุ้นส่วนของการเปลี่ยนแปลง

เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น ความรวดเร็วเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ

หลายคนมองว่างานตอบสนองฉุกเฉินคือการแข่งขันกับเวลา ซึ่งเป็นเรื่องจริง แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ‘ความเข้าใจ’

เมื่อเกิดภัยพิบัติ เราไม่ได้กำลังทำงานกับตัวเลขหรือสถิติ แต่กำลังทำงานกับชีวิตของผู้คนที่กำลังเผชิญความสูญเสีย บางคนสูญเสียบ้าน บางคนสูญเสียรายได้ บางคนสูญเสียคนที่รัก และอีกหลายคนสูญเสียความรู้สึกปลอดภัยในชีวิต

จากประสบการณ์การนำทีมตอบสนองเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในจังหวัดเชียงราย ฉันได้เรียนรู้ว่า ความสับสน ความกังวล และความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติในสถานการณ์ฉุกเฉิน หน้าที่สำคัญของผู้นำจึงไม่ใช่เพียงการตัดสินใจให้เร็ว แต่ต้องรักษาความสงบภายในใจ เข้าใจผู้คน และช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันได้ท่ามกลางแรงกดดัน ในช่วงเวลานั้น ฉันได้เห็นพลังของทีมงานศุภนิมิตฯ อย่างชัดเจน ศูนย์ศุภนิมิตเพื่อการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ถูกปรับเป็นทั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว จุดประสานงาน ศูนย์รับบริจาค และฐานปฏิบัติการสำหรับเครือข่ายช่วยเหลือต่าง ๆ

ทุกคนก้าวข้ามขอบเขตหน้าที่ของตนเอง เพื่อเป้าหมายเดียวกัน คือการนำความช่วยเหลือไปถึงผู้ที่ต้องการโดยเร็วที่สุด นั่นทำให้ฉันเชื่อมั่นว่า ในสถานการณ์วิกฤต ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมีคุณค่าไม่แพ้ทรัพยากรที่เรามี

ภาวะผู้นำในวันที่ไม่มีใครมีคำตอบ

หนึ่งในคำถามที่ฉันถูกถามบ่อยคือ ในวันที่ทุกคนกำลังสับสน ผู้นำควรทำอะไรเป็นอย่างแรก
สำหรับฉัน สิ่งแรกที่ผู้นำควรทำ ไม่ใช่การรีบหาคำตอบทุกอย่าง แต่คือการทำให้ทีมรู้ว่า ‘เราไม่ได้เผชิญสถานการณ์นี้เพียงลำพัง’

ในสถานการณ์วิกฤต ไม่มีใครมีข้อมูลครบถ้วน ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งข้อมูล ความต้องการของชุมชน และสถานการณ์ในพื้นที่ ถ้าผู้นำแสดงความตื่นตระหนก ความกังวลนั้นก็จะส่งต่อไปยังทีมงานทั้งทีม

สิ่งที่ฉันพยายามทำเสมอ คือรวบรวมข้อมูลให้มากที่สุด รับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย เปิดพื้นที่ให้ทีมได้แลกเปลี่ยนมุมมอง และร่วมกันตัดสินใจบนข้อมูลที่ดีที่สุดในเวลานั้น ฉันเชื่อว่าผู้นำไม่จำเป็นต้องมีคำตอบทุกเรื่อง แต่ต้องเป็นคนที่ทำให้ทีมยังคงมั่นใจที่จะก้าวเดินไปด้วยกัน และอีกสิ่งหนึ่งที่ฉันทำเสมอ คือ ‘การอธิษฐาน’

เพราะมีหลายสถานการณ์ที่เกินกว่าความรู้ ความสามารถ หรือประสบการณ์ของเรา การอธิษฐานช่วยให้ใจของฉันสงบ มีสติ และมีปัญญาในการตัดสินใจ ฉันเชื่อว่าพระเจ้าทรงนำทางแม้ในช่วงเวลาที่มองไม่เห็นทางออก

การดูแลทีม คือการดูแลหัวใจของผู้คน

ในงานตอบสนองฉุกเฉิน เรามักพูดถึงการดูแลผู้ประสบภัย แต่สิ่งที่ฉันเรียนรู้คือ การดูแลทีมงานก็สำคัญไม่แพ้กัน

ไม่ว่าจะเป็นช่วงอุทกภัยในจังหวัดเชียงราย หรือสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา เจ้าหน้าที่จำนวนมากต้องทำงานต่อเนื่องหลายวัน บางครั้งแทบไม่มีเวลาพัก เพราะทุกคนต่างต้องการให้ความช่วยเหลือไปถึงผู้ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด

ในฐานะผู้นำ ฉันพยายามไม่ถามเพียงว่า ‘งานไปถึงไหนแล้ว’ แต่ถามว่า ‘วันนี้ไหวไหม’ หรือ ‘มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า’

เพราะบางครั้ง การรับฟัง การให้กำลังใจ หรือการแบ่งเบาภาระเล็ก ๆ น้อย ๆ คือสิ่งที่ช่วยให้ใครคนหนึ่งมีกำลังเดินหน้าต่อ ฉันเชื่อว่า หากเราดูแลทีมได้ดี ทีมก็จะสามารถดูแลเด็ก ครอบครัว และชุมชนได้ดีที่สุดเช่นกัน

บทเรียนจากวิกฤต สู่การเตรียมพร้อมที่ดีกว่าเดิม

หลังการตอบสนองอุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคเหนือ เราไม่ได้หยุดเพียงการฟื้นฟูชุมชน แต่กลับมาถอดบทเรียนร่วมกันอย่างจริงจัง ประสบการณ์เหล่านั้นนำไปสู่การพัฒนาแนวทางปฏิบัติ คู่มือการตอบสนองฉุกเฉิน และระบบการประสานงานที่ชัดเจนมากขึ้น

เมื่อเกิดสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ทีมงานสามารถตอบสนองได้รวดเร็วและเป็นระบบมากขึ้น เพราะรู้แล้วว่าจุดแข็งของเราคืออะไร มูลนิธิศุภนิมิตฯ อาจไม่สามารถทำทุกอย่างได้ แต่เราสามารถทำในสิ่งที่เราถนัดและมีความเชี่ยวชาญที่สุด นั่นคือ การคุ้มครองเด็ก การดูแลด้านจิตสังคม การสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก และการทำงานร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

บทเรียนสำคัญที่ฉันได้รับ คือ องค์กรด้านมนุษยธรรมไม่ควรรอให้เกิดภัยพิบัติก่อนจึงเริ่มวางแผน แต่ต้องลงทุนกับการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า

การเตรียมพร้อม คือการช่วยชีวิตที่ดีที่สุด

หากมีข้อเสนอเชิงนโยบายที่ฉันอยากเห็นเกิดขึ้นในประเทศไทยมากที่สุด คือการลงทุนด้านการเตรียมความพร้อมของชุมชนอย่างจริงจัง

ภัยพิบัติเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ทั้งหมด แต่เราสามารถลดความสูญเสียได้ หากชุมชนมีความพร้อม ฉันเชื่อในแนวคิดการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติโดยมีชุมชนเป็นศูนย์กลาง เพราะคนในชุมชนคือคนที่เข้าใจบริบทของตัวเองดีที่สุด การมีแผนรับมือภัยพิบัติที่ชัดเจน การฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ การมีระบบเตือนภัยที่ทุกคนเข้าถึงได้ รวมถึงการพัฒนาศักยภาพของอาสาสมัคร ผู้นำชุมชน และเยาวชน จะช่วยให้ชุมชนสามารถดูแลตนเองได้ดีขึ้นเมื่อเกิดวิกฤต

ในฐานะองค์กรที่ทำงานเพื่อเด็ก ฉันยังเชื่อว่า ‘การคุ้มครองเด็ก’ ต้องถูกบูรณาการอยู่ในทุกขั้นตอนของการจัดการภัยพิบัติ เพราะในทุกวิกฤต เด็กมักเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด แต่กลับถูกมองข้ามได้ง่ายที่สุดเช่นกัน

ผู้นำที่แท้จริง คือผู้นำที่รับใช้

คุณค่าที่ฉันยึดถือมาตลอดการทำงาน คือการเป็น ผู้นำที่รับใช้
สำหรับฉัน การเป็นผู้นำไม่ใช่การออกคำสั่งจากข้างหลัง แต่คือการเดินไปพร้อมกับทีม รับฟัง สนับสนุน และพร้อมลงมือทำเมื่อจำเป็น ผู้นำไม่ควรเป็นเพียงผู้กำหนดทิศทาง แต่ควรเป็นผู้เสริมพลังให้คนอื่นเติบโต และทำให้ทีมสามารถดึงศักยภาพที่ดีที่สุดของตนเองออกมาได้ อีกหลักการหนึ่งที่ฉันให้ความสำคัญ คือความซื่อสัตย์ ความโปร่งใส และการเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

ไม่ว่าเราจะทำงานกับเด็ก ผู้ประสบภัย ชุมชน หรือเพื่อนร่วมงาน ทุกคนสมควรได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพ ความเมตตา และความรัก เพราะท้ายที่สุดแล้ว งานมนุษยธรรมไม่ใช่เรื่องของโครงการ งบประมาณ หรือกิจกรรมต่าง ๆ เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของผู้คน

เมื่อความรักกลายเป็นความหวัง

หากมีคำถามว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ฉันยังคงลุกขึ้นมาทำงานนี้ในทุกวัน คำตอบของฉันคือ งานนี้ไม่ใช่เพียงอาชีพ แต่เป็นการตอบรับการทรงเรียกของพระเจ้า

ฉันเติบโตมาในครอบครัวผู้รับใช้พระเจ้า และได้รับการหล่อหลอมให้เชื่อว่าการรับใช้พระเจ้า คือการรับใช้ผู้คน ทุกครั้งที่ฉันเห็นเด็กคนหนึ่งกลับมายิ้มได้อีกครั้ง เห็นครอบครัวหนึ่งเริ่มต้นชีวิตใหม่ หรือเห็นชุมชนหนึ่งลุกขึ้นมายืนหยัดได้ด้วยตนเอง ฉันรู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมีความหมาย

สิ่งที่ฉันภาคภูมิใจที่สุดตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ไม่ใช่ตำแหน่งงาน ไม่ใช่โครงการที่ประสบความสำเร็จ หรือรางวัลใด ๆ แต่คือ การได้เห็นชีวิตของผู้คนเปลี่ยนแปลง ได้เห็นเด็กคนหนึ่งมีโอกาสเรียนหนังสือ ได้เห็นครอบครัวหนึ่งลุกขึ้นมาตั้งต้นใหม่ และได้เห็นชุมชนหนึ่งค้นพบความเข้มแข็งของตนเอง เพราะท้ายที่สุดแล้ว งานด้านมนุษยธรรมไม่ใช่การเปลี่ยนโลกด้วยคนเพียงคนเดียว แต่คือการเปลี่ยนแปลงชีวิตของใครสักคน และเมื่อชีวิตหนึ่งได้รับการเปลี่ยนแปลง ความหวังก็จะถูกส่งต่อไปสู่ครอบครัว ชุมชน และสังคมในวงกว้าง

วันมนุษยธรรมโลก กับความหวังที่ส่งต่อได้

ในวันมนุษยธรรมโลก ฉันอยากเชิญชวนทุกคนให้มองเห็นคุณค่าของการแบ่งปันและการรับใช้ ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทใดก็ตาม

เราอาจไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ตอบสนองฉุกเฉิน อาสาสมัคร หรือบุคลากรด้านมนุษยธรรม แต่ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความหวังให้กับใครสักคนได้ เพราะหัวใจของงานมนุษยธรรม คือการมองเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ในทุกสถานการณ์ และเชื่อมั่นว่าท่ามกลางวิกฤตที่หนักหนาเพียงใด มนุษย์ทุกคนยังมีศักยภาพที่จะลุกขึ้นยืนอีกครั้ง

ภัยพิบัติอาจเป็นสิ่งที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ความสูญเสียสามารถลดลงได้ หากเราร่วมกันเตรียมพร้อม สร้างความร่วมมือ และลงทุนกับศักยภาพของผู้คนตั้งแต่วันนี้ เพราะการช่วยเหลือที่ดีที่สุด ไม่ใช่เพียงการทำให้ใครสักคนรอดพ้นจากวิกฤต แต่คือการช่วยให้เขาค้นพบความหวัง และมีกำลังที่จะก้าวเดินต่อไปได้ด้วยตนเองอีกครั้ง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ป้ายกำกับ
Climate Change CSR Migrant SDG กลุ่มชาติพันธุ์ การจัดการภัยพิบัติ การพัฒนาสถานศึกษา การพัฒนาสถานะบุคคล การพัฒนาเยาวชน การมีส่วนร่วมของเด็ก ครอบครัวสุขสันต์ ครอบครัวอยู่ดีมีสุข ความมั่นคงทางอาหาร ความยั่งยืน ความยุติธรรมในสังคม (Social Justice) ความรับผิดชอบต่อสังคม ความรุนแรงต่อเด็ก ความเชื่อและการพัฒนา งานรณรงค์เพื่อเด็ก จิตอาสา ทักษะชีวิตเยาวชน ทักษะอาชีพเยาวชน นโยบายการพัฒนาเด็ก น้ำเพื่อชีวิต บริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน บริจาคทุนการศึกษา บริจาคเงิน ปกป้องคุ้มครองเด็ก ประชากรข้ามชาติ ผู้นำเยาวชน พัฒนาการศึกษา พัฒนาชุมชน ภัยพิบัติ ยุติวัณโรค/End TB ยุติเอดส์/Stop AIDS สังคมแห่งการแบ่งปัน สิทธิมนุษยชน สิทธิเด็ก ส่งน้องจบ ป-ตรี อดีตเด็กในความอุปการะ เด็กยากไร้ เด็กไร้รัฐ เสียงเด็กและเยาวชน แรงงานข้ามชาติ/ประชากรข้ามชาติ แรงงานต่างชาติ

ข่าวอื่นๆ

The Heart of Giving หัวใจแห่งการให้ที่ผลิบานอย่างไม่สิ้นสุด

เมื่อเด็กคนหนึ่งหยอดเหรียญลงกระปุก อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เมื่อหัวใจนับพันดวงทำพร้อมกัน นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่
อ่านต่อ »

ล้อมวงวาดรูปแต้มสี ให้เด็ก ๆ กลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง

มูลนิธิศุภนิมิตฯ จับมือ ยูนิเซฟ จัดตั้งศูนย์เพื่อนเด็ก ในศูนย์พักพิงชั่วคราว จังหวัดสุรินทร์ และจังหวัดศรีสะเกษ จากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา
อ่านต่อ »

เพื่อปกป้องคุ้มครองเด็กและต่อต้านการค้ามนุษย์ที่เข้มแข็งกว่า

กองต่อต้านการค้ามนุษย์ พม. และมูลนิธิศุภนิมิตฯ ร่วมหารือพัฒนาความร่วมมือเพื่อปกป้องคุ้มครองเด็กจากความเสี่ยงการค้ามนุษย์ สร้างความเข็มแข็งที่มากกว่าในการต่อต้านการค้ามนุษย์ในประเทศไทย
อ่านต่อ »
0